ข้อความต้นฉบับในหน้า
ไม่หรูหราอะไร แต่ก็อบอวลด้วยน้ำใจไมตรีของพี่น้องชาว
กัมพูชาที่มีต่อพวกเราโดยแท้ ทั้งนี้คงเป็นอานิสงส์จากการ
ต้อนรับปฏิสันถารของทางเราเมื่อคราวที่พวกเขามาที่
วัดพระธรรมกาย พอถึงคราวเรามากัมพูชาบ้าง ทางเขาจึง
เต็มใจให้การต้อนรับพวกเราอย่างดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะ
ทําได้จนพวกเรารู้สักเกรงใจ จากที่เคยคิดว่าจะอยู่พักค้างที่
นี่สัก ๔-๕ วัน ก็เลยเปลี่ยนใจอยู่แค่ ๒ คืนพอ เพราะขึ้นอยู่
ต่อพวกเขาคงไม่เป็นกันต้องทำอะไรนอกจากมาคอยดูแล
บริการพวกเรา
ช่วงค่ำหลังจากสวดมนต์ทำวัตรเย็นและนั่งสมาธิ
ร่วมกันแล้ว ก็ได้มีการประชุมเตรียมงานต่อ พอถึง 4 ทุ่ม
ก็ต้องแยกย้ายกันไปนอน เพราะไฟฟ้าที่นี่มีแค่ 4 ทุ่ม
เนื่องจากอากาศในห้องค่อนข้างอบอ้าว พวกเราส่วนใหญ่จึง
สมัครใจออกมากางมุ้งนอนกันแถวระเบียงชั้น ๒ ซึ่งเป็นที่โล่ง
ใต้ชายคา ลมพัดเย็นสบายกว่าในห้องเป็นไหนๆ แต่ก็ต้อง
สะท้อนใจกับร่องรอยของสงครามที่ทิ้งไว้ให้เห็นหลายแห่ง
ทั้งตามเสา ฝาผนัง และเพดานรอบระเบียงตึกยังมีรอยปุปะ
จากกระสุนปืนปรากฏอยู่ทั่วไป ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าจะมีสักกี่
ชีวิตกันหนอที่ได้ทอดร่างทิ้งไว้ ณ ที่นี้ โดยฝีมือของคน
ชนชาติเดียวกันแต่อยู่ต่างฝ่ายกัน
ก่อนนอน ผมได้นั่งสมาธิอธิษฐานกลั่นบุญ
แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยเฉพาะชาวเขมรทุกฝ่าย
ที่ต้องล้มตายจากภัยสงคราม ขอให้ทุกท่านจงเป็นสุขๆ เถิด
อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อกันอีกเลย......
ซัวสเลย กับปูเจีย
เช้าวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ผมตื่นขึ้นมา
ด้วยความสดชื่น เพราะเมื่อคืนหลับสบายไม่มีอะไรรบกวน
เพียงแต่ยังรู้สึกระบบตามร่างกายจากการเดินทางอยู่บ้าง
เล็กน้อย อาหารเช้าของพวกเราก็คือก๋วยเตี๋ยวกับปาท่องโก
และกาแฟร้อนตามแบบอย่างของชาวกัมพูชา เพราะคนที่นี่
นิยมรับประทานก๋วยเตี๋ยวตอนเช้ากันมาก ก๋วยเตี๋ยวของเขา
เห็นมีแต่เส้นเล็กอย่างเดียว แม้จะดูไม่ค่อยน่ารับประทาน
เท่าไหร่แต่รสชาติใช้ได้ทีเดียว
หลังจากอาหารเช้าแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันไป
ทำหน้าที่ ชุดหนึ่งซึ่งเป็นช่างภาพและวีดิโอแยกไปยังนครวัด
นครธม และปราสาทหินที่สำคัญๆ เพื่อเก็บภาพต่างๆ ตุนไว้
ก่อน เพราะตามโปรแกรมกำหนดไว้ว่าจะพามาเที่ยวชม
นครวัด นครธม เพียงแค่วันเดียว ซึ่งไม่มีทางได้ทั่ว ส่วน
อีกชุดหนึ่งแยกไปเตรียมงานและจัดสถานที่ ทั้งที่วัดตาโตก
สนามบิน และโรงแรมที่พัก โดยนัดหมายกันว่าจะตามไป
สมทบกับทีมงานชุดแรกที่ปากทางเข้านครวัดตอนสี่โมงเย็น
กัลยาณมิตร พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕ 3- ๖๓