ข้อความต้นฉบับในหน้า
เส้นทางสายกลางภายใน จะเห็นทางแห่งความบริสุทธิ์ที่
เรียกว่า “วิสุทธิมรรค” และเป็นทางไปของพระอริยเจ้าทั้งหลาย
ที่เรียกว่า “อริยมรรค” อันเป็นทางสายกลางภายในที่เรียกว่า
“มัชฌิมาปฏิปทา” อยู่ภายในกลางตัว ตรงนี้แหละ คือ จุด
เริ่มต้นแห่งความบริสุทธิ'
เมื่อเราประพฤติปฏิบัติธรรมจนใจเราละเอียด
ถูกส่วนนิ่งแน่นหนักเข้าไปเรื่อยๆ เราจะอัศจรรย์ใจเพิ่มขึ้น
ไปทุกครั้ง เพราะใจจะเปลี่ยนสภาวะจากหยาบไปสู่สภาวะที่
ละเอียดกว่า จากไม่บริสุทธิ์ไปสู่บริสุทธิ์ จากบริสุทธิ์น้อยก็
ไปสู่บริสุทธิ์มาก เราจะเห็นเส้นทางแผนผังชีวิตของเราซึ่งมี
มาดั้งเดิม คือ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรม
ในธรรม รวมอยู่ในกลางกาย เราจะเห็นไปตามลำดับ โดย
มีดวงธรรมเป็นจุดเริ่มต้น อยู่รวมกันในที่เดียว แต่ว่าเป็น
คนละอย่างกัน เหมือน ตา หู จมูก ปาก รวมอยู่บนใบหน้า
แต่เรียกชื่อกันคนละอย่าง เพราะมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกัน
นักวิชาการทางภาษาบาลีซึ่งเป็นชาวตะวันตก ได้
ค้นพบความหมายของคำว่า “ธรรมะ” ในพระไตรปิฎกอย่าง
น้อยๆ ถึง ๕๐ กว่าความหมาย แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจ มี
ความหมายหนึ่งที่เขาใช้คำว่า “ดวงธรรมภายใน” เขาบอกว่า
มีลักษณะเป็นทรงกลม ใสกว่าเพชร เป็นความบริสุทธิ์ นี่
เป็นค่าแปล ๑ ใน ๕๐ กว่าความหมายของคำว่า “ธรรมะ”
ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกทีเดียว และเขาแปลมาอีกหลายความหมาย
ว่า คือความบริสุทธิ์" คือความถูกต้องดีงาม คือหน้าที่ คือ
สิ่งโน้น คือสิ่งนี้ สารพัด แต่สุดท้ายมาลงที่ว่า มีรูปร่าง
ลักษณะกลมรอบตัว เหมือนดวงแก้ว แล้วก็ใสบริสุทธิ์ ใสยิ่ง
กว่าเพชร สว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันนั่นล่ะคือ
ดวงธรรม เป็นจุดเบื้องต้น พอเห็นดวงธรรมไม่ช้าก็จะเห็น
ตถาคต
พอเห็นดวงธรรมตรงนี้ เข้าถึงความบริสุทธิ์ตรงนี้
หยุดนิ่งเข้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย หยุดเข้าไป
พอถูกส่วน เดี๋ยวเราก็เห็นกายในกายซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ
เข้าไป มีกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กาย-
อรูปพรหม กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กาย-
ธรรมพระสกทาคามี กายธรรมพระอนาคามี แล้วก็กาย
ธรรมพระอรหัต ซ้อนๆ กันอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว ที่
ว่าน่าอัศจรรย์คือ ของใหญ่ซ่อนอยู่ในของเล็ก ความ
ละเอียดซ้อนอยู่ในความหยาบ ความใสบริสุทธิ์กว่าซ้อนอยู่
ในสิ่งที่บริสุทธิ์น้อยกว่า ใส่น้อยกว่า เป็นชั้นๆ เข้าไป
และพอใจหยุดนิ่งถูกส่วน สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ก็จะ
หลุดล่อนออกไป เหมือนมะขามกับเปลือกไม่ติดกัน หรือ
เหมือนเนื้อเงาะส่อนไม่ติดกับเปลือก เป็นชั้นๆ ๆ เข้าไปเรื่อยๆ
มาพร้อมกับความสุข มาพร้อมกับปัญญาบริสุทธิ์ที่ทำให้เรา
เข้าใจชีวิตได้แจ่มแจ้งดียิ่งขึ้น เหนือกว่าปัญญาที่เกิดจากการ
จินตมยปัญญา และสุตมยปัญญา เป็นปัญญาอันบริสุทธิ์ที่
เกิดจากการเห็นแจ้งเมื่อใจหยุด คือ ทิ้งทุกสิ่งหมดเลย เห็น
ทุกสิ่งเป็นสิ่งไร้สาระว่างเปล่าทั้งหมด เกิดความเบื่อหน่าย
คลายความกำหนัด คลายจากความยึดมั่นถือมั่นในคน สัตว์
สิ่งของ ทรัพย์สมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ซึ่งเป็นของ
ปลอมๆ ที่ทำให้เป้าหมายของชีวิตเราเบี่ยงเบนไป ปัญญา
อันบริสุทธิ์นี้จะมีเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ณ ตำแหน่งแห่งความ
บริสุทธิ์ที่ปลอดความคิด เพราะตรงนั้น ไม่มีความนึกคิด
อะไรเลย เกิดความรู้ขึ้นมาจากการเห็นแจ้ง
ภาพๆ หนึ่งที่เห็นนั้น ดีกว่าค่า บรรยายเป็นล้านๆ ค่า
สิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง หรือได้ศึกษาจาก รับตำราต่างๆ สิ่งนี้
มีอยู่ในตัวของเรา ซ้อนกันอยู่ เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้อง
ปฏิบัติให้เข้าถึง ให้ไปรู้แจ้งเห็นแจ้งให้ได้ และเป็นเป้าหมาย
ชีวิตของเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาก็มีวัตถุประสงค์เพียง
แค่นี้แหละ แต่เราไม่เข้าใจ เพราะไม่มีผู้รู้แนะน่า เมื่อเราเกิด
มาเห็นเขาเคยทำอย่างไร เราก็ทำไปอย่างนั้น สุดท้ายก็ตาย
ฟรีไปอีกชาติหนึ่ง
เพราะฉะนั้น การสร้างบารมีกว่าจะไปถึงปลายทาง
ที่เราปรารถนาจึงต้องใช้เวลายาวนานเป็นอสงไขยชาติทีเดียว
แต่ถ้าเข้าใจตรงนี้ และเราบริหารเวลาเป็น เวลาทำมาหากิน
เราก็ทำไป แล้วเราก็เจียดเวลามาท่า หยุดทำนิ่งภายใน
แสวงหาสิ่งนี้โห้พบ
เมื่อเราพบแล้ว เข้าถึงแล้ว ธรรมะจะปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ไปสู่ชีวิตในระดับที่พอดี ไม่มาก
เกินไป ไม่น้อยเกินไป เราจะรู้ด้วยตัวของเราเองว่า ความ
พอดีของชีวิต มันต้องการแค่นี้เท่านั้น เมื่อถึงตรงนั้น เราก็
จะเป็นผู้ที่สมหวังในชีวิต เป็นสุขที่สุดในโลก
พฤษภาคม พ.ศ. เซ*®®
5m