วัฒนธรรมไทย วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 5 หน้า 70
หน้าที่ 70 / 116

สรุปเนื้อหา

ฝรั่งถึงได้เจริญ เพราะวัฒนธรรมที่เข้มแข็งต่อสู้ กับความยากลำบากทั้งปวงจนบรรลุถึงความเป็นพี่เบิ้มของ โลกไค)นที่สุด ไม่เหมือนวัฒนธรรมอ่อนยวบของคนไทย ยอมเขา ไปหมดทั้งโลก เจอความลำบากก็นึกเสียว่าเป็นเวรเป็นกรรม ไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ศาสนาอื่นเขาดูหมิ่นดูถูกก็ทํา เป้นจ้องๆ ไม่กล้าโต้แย้ง จนวัดวาอารามพระสงฆ์องค์เจ้าเดือดร้อนกัน ไปหมดทั้งหย่อมหญ้า ในบรรดาวัดทั้งหลาย ที่แปลกประหลาดไม่เหมือน ใครเขาก็คือวัดพระธรรมกายนี้แหละ คนเขาว่าวัดนี้เป็นวัดใหญ่ แต่แท้ที่จริงที่ใหญ่กลับ เป็นใจที่ใหญ่โตมโหฬารครอบฟ้า ครอบจักรวาล ถูกดีก็ไม่ตาย ถูกเลื่อยก็ไม่ล้ม ไม่เคยหวาดหวั่นต่อเสียงกันนินทาว่าร้ายที่ ประดังประเดมาจากทั่วสารทิศ หลวงพ่อของเราท่านไม่เคยเกรงกลัวใคร ไม่ว่าคน นั้นจะเป็นคนน้ำแข็งหรือคนทะเลทราย ในทางตรงข้าม ท

หัวข้อประเด็น

- วัฒนธรรมไทย

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ฝรั่งถึงได้เจริญ เพราะวัฒนธรรมที่เข้มแข็งต่อสู้ กับความยากลำบากทั้งปวงจนบรรลุถึงความเป็นพี่เบิ้มของ โลกไค)นที่สุด ไม่เหมือนวัฒนธรรมอ่อนยวบของคนไทย ยอมเขา ไปหมดทั้งโลก เจอความลำบากก็นึกเสียว่าเป็นเวรเป็นกรรม ไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ศาสนาอื่นเขาดูหมิ่นดูถูกก็ทํา เป้นจ้องๆ ไม่กล้าโต้แย้ง จนวัดวาอารามพระสงฆ์องค์เจ้าเดือดร้อนกัน ไปหมดทั้งหย่อมหญ้า ในบรรดาวัดทั้งหลาย ที่แปลกประหลาดไม่เหมือน ใครเขาก็คือวัดพระธรรมกายนี้แหละ คนเขาว่าวัดนี้เป็นวัดใหญ่ แต่แท้ที่จริงที่ใหญ่กลับ เป็นใจที่ใหญ่โตมโหฬารครอบฟ้า ครอบจักรวาล ถูกดีก็ไม่ตาย ถูกเลื่อยก็ไม่ล้ม ไม่เคยหวาดหวั่นต่อเสียงกันนินทาว่าร้ายที่ ประดังประเดมาจากทั่วสารทิศ หลวงพ่อของเราท่านไม่เคยเกรงกลัวใคร ไม่ว่าคน นั้นจะเป็นคนน้ำแข็งหรือคนทะเลทราย ในทางตรงข้าม ท่านกลับพยายามจะกล่อมเกลาคนทุกชาติทุกภาษา ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ให้พูดภาษาเดียวกัน คือภาษาแห่งสันติภาพ เยาวชนมาถึงวัดก็เหมือนมาถึงโรงเรียน เป็น โรงเรียนที่จะอบรมบ่มวิญญาณให้ยิ่งใหญ่ไพศาล ไม่หลง ระเริงไปตามกิเลสกระจอกๆ ที่แอบแฝงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ โดยง่าย ผู้เขียนไม่อยากจะโทษความใหญ่โตของวัด แต่อด จะนึกไม่ได้ว่าความมโหฬารทางกายภาพอันมองเห็นได้ง่าย ด้วยตาเนื้อ ทำให้คนไทยที่มีนิสัยด่วนสรุปอยู่แล้ว เลยไป ติดอยู่กับภาพภายนอกที่ได้เห็น จนไม่สามารถเข้าถึงองค์ ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ได้ ๖๘ โทบา มิด พฤษภาคม พ.ศ. เธ*®® ก็เป็นที่น่าเสียดายอีกนั้นแหละ แม้กระทั่งทุกวันนี้ สีดำทะมึนที่ป้ายมาที่วัด พระธรรมกายก็ยังติดอยู่ในหัวใจของผู้รับสารผ่านสื่อมวลชน รอวันเวลาแห่งการชะล้าง ซึ่งหวังได้ยากในท่ามกลาง กระแสคลื่น โลภ โกรธ หลง ของมนุษย์ในสังคม แต่ที่มืดทะมึนยิ่งกว่า กลับเป็นจำนวนเยาวชนของ ชาติมากมายมหาศาลที่ต้องตกเป็นทาสยาเสพย์ติด จาก จำนวนพันเพิ่มเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นแสน และจากแสน กำลังไต่ขึ้นหลักล้าน เพื่อนทางอินเทอร์เน็ต แต่ไม่ได้แสวงหาความรู้ เนื่อง พวกเขาเหล่านี้จ่านวนมากใช้เวลาว่างพูดคุยกับ เพราะบทเจรจาผ่านแช็ทรูมอุดมไปด้วยเรื่องอบายมุข และ การชักจูงกันไปตามสถานอโคจร เยาวชนของชาติเหล่านี้ในอีกไม่เกินทศวรรษหน้า จะต้องขึ้นมามีบทบาทในการปกครองประเทศ จะมีบทบาท ในการเข้ามาดูแลพระศาสนา จะทำให้วงการผ้าเหลืองร้อนรุ่ม มากขึ้นสักเพียงใดก็เห็นพอจะคาดการณ์ได้ หากไม่มีการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ อีกหน่อย ไอ้คนที่มันยิงถล่มพระพุทธรูปเห็นจะไม่มีเฉพาะพวก ตาลิบันกลุ่มเดียวมันอาจจะลุกลามเข้ามาถึงบ้านเมืองเราก็ได้ หากชาวพุทธยังทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ช่วยกันกลั่นแก้ ปัญหาเยาวชนของชาติให้เป็นคนที่มีจิตใจดีงามมากกว่านี้ ลูกศิษย์ของผู้เขียนคนหนึ่ง เธอเป็นมุสลิม มัก แวะเวียนมาสนทนากับอาจารย์เสมอ ในวันหนึ่ง เธอมาคุย เรื่องพวกตาลิบันยิงถล่มพระพุทธรูป “พวกนั้น ไม่ใช่มุสลิมแท้หรอกค่ะอาจารย์ มุสลิม ที่แท้นั้นรักสันติภาพ" เธอว่า ฟังดูดีแหละ ถ้าเธอไม่พูดต่อว่า “อันที่จริง ถ้าพระพุทธรูปไปตั้งอยู่ในที่ที่ไม่มีใคร นับถือแล้วเขาก็มีสิทธิ์จะทำลายลงไปได้ไม่ใช่หรือคะอาจารย์” “สำหรับคนที่ไม่นับถือพระก็เป็นแค่อิฐแค่ปูนเท่านั้น" เธอพูดต่อไปเรื่อยๆ “แม้แต่ชาวพุทธเอง, เธอเอ่ยชื่อนักวิชา การชื่อดังท่านหนึ่ง “ยังเขียนบทความเลย หนูอ่าน ท่านว่า คนไทยไม่ควรจะไปยึดติดกับอิฐกับปูน" หนูเอ๋ย นักวิชาการชาวพุทธจำนวนมากนั้นแหละ ที่เป็นตัวปัญหา มัวแต่ลอกลัทธิตะวันตก ไม่เคยศึกษา
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More