ข้อความต้นฉบับในหน้า
วิธีการก็ไม่ยากอะไร สละเวลาทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย ๕
นาที ๑๐ นาที จนถึงครึ่งชั่วโมง หรือ ๑ ชั่วโมง ให้เวลากับ
ตัวเองอยู่กับอารมณ์สบายบนความสงบที่ไม่ฟุ้งซ่าน อยู่กับ
ความไม่คิดของตนเองอย่างเงียบๆ เราคิดอะไรๆ มาตลอด
วัน รับภาระมากพอแล้วครับ อยู่กับความไม่คิด ไม่มีอะไร
ต้องคิดบ้าง ปล่อยความว่างโล่งๆ ให้ซึมซาบในจิตใจอย่าง
สงบนุ่มนวล ด้วยความพอใจเต็มใจ ทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่
นานเราจะได้ความสงบเป็นพื้นฐานใจจนคุ้นเคย จะนั่งใน
อิริยาบถไหน จะยืน จะเดินก็ได้ ให้รักษาความสงบใจ ใน
อารมณ์ที่ไม่ต้องคิดอะไรเอาไว้เสมอๆ ทำได้เพียงแค่นี้เรา
จะรู้สึกว่าเสียงทะเลาะของข้างบ้านก็เหมือนเสียงใบไม้ไหว
เสียงฝนตก เสียงนกร้อง
ฟังแล้วเป็นเลียงที่เหมือนๆ
กัน เช่นนี้แล้วน้ำเสียงของ
ข้างบ้านก็ไม่มีผลกระทบต่อ
ใจของเรา
แน่นอนที่ว่าช่วงต้น
ผู้ชนะว่า ฝากไว้ก่อนเถอะคราวหน้าจะมาเอาคืน ใครเป็น
ผู้ชนะก็ย่อมก่อเวรไว้กับผู้แพ้ ถึงได้มีสุภาษิตว่า ยอมแพ้บ้าง
เพื่อจะได้ชนะเป็น คือเป็นชัยชนะที่ไม่กลับคืนและได้ความ
สงบกลับมาให้กับชีวิตของเราไม่ต้องเดือดร้อนทะเลาะกันอีก
การทะเลาะกันเป็นกรรมอย่างหนึ่ง ที่จะมีวิบาก
กรรมต่อไปในภพชาติหน้า เพราะการจะเอาชนะกันจาก
การทะเลาะจำเป็นต้องทุ่มเทบุญที่ทำมาให้มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
ทั้งยังต้องใช้กำลังสติปัญญา ทรัพย์ พี่น้องบริวาร ทุ่มเทลง
ไป เท่ากับต้องเสียบุญที่สั่งสมข้ามภพข้ามชาติมา จึงจะเอา
ชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้ ยิ่งทะเลาะหลายคนยิ่งเสียบุญมากขึ้นไปอีก
อย่างนี้แล้วหนทางไปถึงนิพพานยิ่งห่างไกลออกไปอีก
หลายๆ ชาติ เกิดมาชาติหนึ่ง
นอกจากจะสั่งสมบุญได้น้อย
ที่จะมี แล้ว ยังต้องเสียบุญจากการ
ทะเลาะกันอีก จัดว่าไม่คุ้มค่า
โบราณถึงสอนให้อโหสิกรรม
การทะเลาะกันเป็นกรรมอย่างหนึ่ง
วิบากกรรมต่อไปในภพชาติหน้า เพราะการจะ
เอาชนะกันจากการทะเลาะว่าเป็นต้องทุ่มเท
เราหาความสงบที่บ้านยัง บุญที่ทำมาโหมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
ไม่ได้ ก็ต้องหลบไปที่วัด
หรือที่ที่เราจะไปหาความ
สงบใจได้บ้าง อาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้งก็ยังดี ค่อยๆ
เก็บความสงบสบายใจเอาไว้ เป็นทุนให้ความสุขกับชีวิต
พอเราทำได้ชำนาญดีแล้ว ค่อยหาจังหวะโอกาสเข้าไปพูด
คุยกับข้างบ้านของเรา
สมัยหลวงพ่อธัมมชโยยังเป็นนักศึกษาไปเรียนธรรมะ
กับคุณยายที่บ้านหลังเล็กนั้น รอบๆ บ้านมีเสียงดัง แต่ท่าน
ก็นั่งสมาธิได้ เวลามีคนมากราบหลวงพ่อแล้วบอกว่านั่ง
สมาธิไม่ได้เพราะเสียงดัง ท่านมักจะเล่าถึงเรื่องนี้ให้ฟังเสมอ
การทะเลาะกันเพื่อหวังให้ตัวเราเป็นคนถูก เป็น
ผู้ชนะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ชนะย่อมก่อเวร
ผู้แพ้ย่อมเป็นทุกข์ ผู้สงบระงับละความชนะและความแพ้ได้
แล้วย่อมอยู่เป็นสุข" (สุตตันตปิฎก คาถาธรรมบท สุขวรรค)
ธรรมดาของผู้แพ้ย่อมต้องการเอาชนะให้ได้ ก็ผูกเวรไว้กับ
เลิกแล้วต่อกันเลีย ภพชาติ
หน้าต่อไปจะได้ไม่มีเวรผูก
กันอีก บารมีเราจะได้ไม่ถูก
ตัดรอน เกิดชาติใหม่จะได้
สั่งสมบารมีได้อย่างเต็มที่ จนบารมีเต็มเปี่ยมบริบูรณ์
เข้านิพพานได้ในที่สุด
ความจริงเรื่องถูกผิดเป็นเรื่องสมมุติ เพราะคู่แข่งที่
แท้จริงในชีวิตเราคือเวลา เมื่อเวลาผ่านไปก็พาให้เราใกล้
ความตายเข้าไปทุกที เรากำลังทำงานแข่งกับเวลาของชีวิต
ที่เหลือน้อยลง ไม่ได้มีคู่แข่งเป็นใครคนใดเลย อีกทั้งไม่ได้มี
ศัตรูเป็นตัวเป็นตน สิ่งไม่ดี นิสัยไม่ดีต่างๆ ในตัวเราต่างหาก
คือศัตรูที่แท้จริงของเรา อย่างนี้แล้วเราจะมามัวทะเลาะกัน
ไปทำไม ในเมื่อมนุษย์ทั้งหลายในโลกล้วนเป็นพี่น้องท้อง
เดียวกันทั้งสิ้น
กัธธาณปี เว พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗