ข้อความต้นฉบับในหน้า
หนึ่งได้ถึงซึ่งความเสื่อมลงในปัจจุบันทันด่วน ขณะที่ทรงคิด
อกุศลจิตนั่นเอง พระองค์ได้ทรงกลับกลายร่างจากเทพบุตร
สุดโสภาเป็นชายชราภาพแก่หง่อมนักหนา จวนที่จะถึงแก่
มรณาอยู่เต็มที่ก็ธรรมดาว่าสรีระร่างแห่งมนุษย์ย่อมไม่สิ้นสุด
ตายลงในสรวงสวรรค์ ซึ่งก่อให้เกิดทุคันธชาติกลิ่นเหม็นแก่
เทวดาทั้งปวง ฉะนั้นสมเด็จพระบรมจักรพรรดิผู้ชราภาพ
จึงต้องทรงวาบหวามลอยละลิ่วลงจากไตรตรึงษ์สวรรค์
บังเอิญตกลงตรงพระราชอุทยานในพระนครของพระองค์พอดี
แต่ว่ายังไม่ทรงถึงแก่ชีพิตักษัย ขณะนั้นนายอุทยานผ่านมา
พบเข้าและจำองค์ขัตติยบดีจอมเจ้าแห่งตนได้ จึงได้รีบ
จัดแจงให้พระองค์บรรทมเหนือพระแท่นที่ในพระราชอุทยาน
นั่นเอง แล้วรีบเข้าไปในพระราช
วังแจ้งความแก่อำมาตย์ผู้ใหญ่
อำมาตย์ทั้งหลายได้ทราบความแล้ว
ก็ดีใจ รีบพากันเข้าไปเสาเจ้าเหนือ
หัวแห่งตน ซึ่งใกล้จะสิ้นพระชนม์
เต็มที่ แล้วก็มีวาจากราบบังคมทูล
ด้วยใจภักดีว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง
พระคุณอันประเสริฐ! บัดนี้มีภารกิจ
สิ่งใดบ้าง ที่ปวงข้าพระบาทจักรับใช้
สนองพระเดชพระคุณแห่งพระองค์
ขอจงได้ทรงพระกรุณารับสั่งมา
เถิดพระเจ้าข้า"
“อย่างเดียวเท่านั้น" พระราชาผู้ใกล้สวรรคตตรัสขึ้น
อย่างลำบากยากเย็น คือว่าเจ้าทั้งหลายจงโฆษณาประกาศ
ไปให้ทั่วทุกแห่งหนมีใจความว่า
ยังได้มีโอกาสขึ้นไปเสวยเทวสมบิต เป็นใหญ่ในเทวโลกชั้น
จาตุมหาราชิกาอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วยังได้มีโอกาสขึ้นไป
นี่แหละเจ้าทั้งหลาย! เป็นคำขอครั้งสุดท้ายของข้า พวกเจ้า
อย่าลืมเป็นอันขาด”
สมเด็จพระเจ้ามันธาตุบรมกษัตริย์ครั้นค่ารัสสั่งเป็น
ครั้งสุดท้ายดังนี้แล้ว ก็ทรงถึงแก่ชีพิตักษัยทิ้งความอาลัย
วิปโยคโศกสลดอันปรากฏในดวงใจแห่งอำมาตย์ราชบริพาร
ของพระองค์ไว้เบื้องหลัง
กามตัณหาในอคติสี่อันได้แก่ ความรัก โลภ โกรธ
หลง ล้วนเป็นที่มาแห่งความวิบัติฉิบหายสิ้น แม้เรื่องราวของ
กรุงศรีอยุธยาจะผ่านมากว่า ๒๐๐ ปีแล้วก็ตาม แต่
ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นจารึกไว้ด้วยความขมขื่นของ
ประชาชนชาวไทยถ้วนหน้า ผู้เขียนหวังว่าข้อเขียนนี้จัก
เป้นอุทาหรณ์แก่อนุชนรุ่นหลังให้
รู้จักรักสามัคคีแลรู้จักการตั้งนั่นอยู่
ในศีลธรรมจริยธรรมอันดีงาม มี
หลักคิดแห่งชีวิตด้วยพระธรรม
คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า เพื่ออนาคตในวันหน้า
จักได้ไม่เกิดความวิบัติสูญสิ้นแผ่นดิน
ที่อยู่อาศัย เป็นทาสเศรษฐกิจแก่
คนต่างชาติเหมือนประวัติศาสตร์
ชาติไทยในกาลก่อน ที่พม่าเผา
ทำลายกรุง ไม่เว้นแม้นกระทั่ง
พระพุทธรูป และวัดวาอาราม
เหมือนบทประพันธ์ของ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุร
สิงหนาท ในรัชกาลที่ ๑ ว่า
“พระเจ้ามันธาตุมหาราช ผู้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
เสวยราชสมบัติเป็นใหญ่ในมหาทวีปทั้งมนุษยโลกนี้แล้ว
เสวยเทวสมบัติกึ่งหนึ่ง เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์
ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทรงสามารถที่จะยังตัณหานทีแม่น้ำคือ
ตัณหาอันมีอยู่ในดันดานให้เต็มได้ มีพระทัยเป็นอกุศลคิดจะ
ปล้นเทวสมบัติแห่งสมเด็จท้าวอมรินทราธิราชผู้มีพระคุณ
จึงต้องสิ้นบุญตกลงมาถึงแก่ชีพิตักษัยในพระราชอุทยานนี้
๕๒ กัลยาณมิตร พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐707
...คิดว่าก็เป็นอนิจจัง
ด้วยกรุงเป็นที่ตั้งพระศาสนา
ทั้งอารามเจดีย์ที่บูชา
ปฏิมาฉลององค์พระทรงญาณ
ก็ทลายยับยุ่ยเป็นผุยผง
เหมือนพระองค์เสด็จตับสังขาร
ยังไม่สิ้นศาสนามาอันตรธาน
ทั้งเจดีย์วิหารก็สูญไป...