ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความพ่ายแพ้
แต่ก็ยังอุตส่าห์ปลุกความรักชาติ
ทั้งๆ ที่ตัวเองรบแพ้พม่าครั้ง
แล้วครั้งเล่านั่นแหละ
ความหดด้วนและความราง-
เลือนดังกล่าว ทำให้ประวัติศาสตร์
ชนชาติไทยไม่มีอะไรที่น่าสนใจ เด็กๆ
เรียนประวัติศาสตร์ด้วยสมองที่ใช้ท่องง่า
แต่ไม่ได้เรียนกันด้วยจิตวิญญาณที่
หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ
บรรพบุรุษ
เป็นบรรพบุรุษชาวพุทธ
ที่ใช้
ชีวิตชาวพุทธ ถึงวันพระก็ไปถือศีลฟังเทศน์ฟังธรรม มีบุตร
หลานก็ส่งไปให้พระสงฆ์ท่านสั่งสอนที่วัด ชีวิตเต็มไปด้วย
ความเรียบง่ายและบริสุทธิ์ ไม่ได้ตะกละตะกลามในลัทธิ
บริโภคนิยมอย่างที่เป็นตามฝรั่งกันอยู่ทุกวันนี้แม้แต่น้อย
รัฐบาลที่ไม่มีจิตวิญญาณ ทำให้เด็กไทยปราศจาก
จิตวิญญาณตามไปด้วย กรมการศาสนาแทนที่จะอุปถัมภ์
ค้ำจุนพระพุทธศาสนา กลับออกมาโจมตีพระสงฆ์ไม่เว้นแต่
ละวัน วิทยานิพนธ์หลายฉบับพบว่ากรมการศาสนานั้นแหละ
ที่เป็นแหล่งข่าวทางด้านลบเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่สำคัญที่สุด
ออกข่าวครั้งแล้วครั้งเล่าให้หนังสือพิมพ์โทรทัศน์เอาไป
ขยายความเพื่อสร้างความอื้อฉาวให้แก่พระพุทธศาสนาให้
มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
ไม่รู้ทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร
เคยคิดจะจูงเด็กเข้าวัด สอนให้เด็กรับรู้ความดีงาม
ของวัดบ้างไหม
ก็ไม่เคย!
ทำให้เด็กไทยกลายเป็นเด็กที่รักความผิวเผิน ลูก
หลานไทยไม่เคยสนใจกับรากหญ้าของตัวเอง เต้นระบำทำ
เพลงสนุกสนานกับเพื่อนฝูงไปวันๆ และง่ายอย่างยิ่งต่อการ
ถูกชักจูงไปในทางที่ผิด
เด็กไทยไม่กล้าตั้งคำถามกับความผิดปกติ เพราะ
กลัวผู้ใหญ่จะหาว่าก้าวร้าว ทั้งๆ ที่การตั้งคำถามยังมีวิธีที่
ไม่ก้าวร้าว หากในหัวใจของเด็กจะถูกกล่อมเกลาให้รู้จัก
“นับถือ” ผู้อื่น ตลอดกระบวนการของการตั้งคำถามนั้น
แต่ในความเป็นจริง พอเด็กอ้าปากจะถาม ผู้ใหญ่
ก็ตวาดแอ๊ด หาว่าเด็กไม่มีมารยาทบ้างล่ะ หาว่าอวดรู้แข่ง
กับผู้ใหญ่บ้างล่ะ
ผู้ใหญ่กลัวเด็กไม่นับถือ ทั้งผู้ใหญ่เองก็ไม่เคย
นับถือเด็กเลย ซ้ำผู้ใหญ่ยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย คือกลัวเด็ก
จะฉลาดกว่าด้วยซ้ำไป ซึ่งเรื่องนี้ผู้ใหญ่ยอมไม่ได้จริงๆ
พอถึงวันนี้ เด็กเลยหนีไปหาเพื่อน หายาเสพย์ติด
เพราะเบื่อผู้ใหญ่ แล้วจะไปโทษใคร?
ประเด็นเด็กไทยจำนวนแสนๆ คนตกเป็นทาส
ยาเสพย์ติด จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และสมควรที่คุณพ่อ
คุณแม่ปู่ย่าตายาย งเป้นผู้ปกครองทั้งหลายฟังทําความเข้าใจ
ในอันดับต่อไปด้วยว่า ในท่ามกลางความปั่นป่วนแห่ง
กระแสโลกาภิวัตน์และพิษภัยทางเศรษฐกิจนี้ ความหายนะ
อันจักบังเกิดขึ้นแก่พลเมืองไทยรุ่นถัดไปที่คิดไม่เป็นนั้น
แทบจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้เลยทีเดียว
ผู้เขียนนั่งดูภูเขาหิมะขาวโพลนที่ค่อยๆ มัวครึ้ม
เพราะพายุที่ตั้งเค้า เตรียมถล่มหมู่บ้านบนขุนเขาที่จมอยู่ใน
อุณหภูมิ -๑๕ องศา ให้ยะเยือกยิ่งขึ้นไปอีก
แต่นักสกีทั้งหลายก็ไม่เห็นจะย่อท้อ ลมกรรโชก
แรงขึ้นเรื่อยๆ พาเอาฝอยหิมะปลิวว่อนกระเช้าเคเบิลยัง
เต็มแน่นไปด้วยผู้คนทั้งชายหญิง เด็กและผู้ใหญ่ และบน
หน้าผาหิมะยังเห็นนักสกีและสเก็ตบอร์ดพุ่งตัวลงมาเป็นสายๆ
คนน้ำแข็งตัวขาวโพลน ไม่เคยหวั่นเกรงต่อ
ธรรมชาติ
8มาณมหา พฤษภาคม พ.ศ. เซ*®®
๖๓