ข้อความต้นฉบับในหน้า
ถ้าระบุชนิดการงานดูแล้ว การงานก็ได้แก่ การ
กินข้าว ดื่มน้ำ ล้างชาม พูดให้เขาฟัง ฟังเขาพูด กวาดบ้าน
เทกระโถน ปิดประตู เปิดหน้าต่าง อาบน้ำ ฯลฯ อย่างนี้ ที่
เรียกว่าการงานเป็นเรื่องที่ทำ ไม่ใช่จำกัดด้วยหน้าที่ อย่าง
เป็นอธิบดีแล้ว อาจต้องปิดหน้าต่างเองเมื่อฝนสาดเข้ามา
ในห้อง ทั้ง ๆ ที่อธิบดีไม่มีหน้าที่ปิดหน้าต่าง การปิดเปิด
ประตูหน้าต่างมันเป็นหน้าที่ภารโรง แต่ที่ท่านอธิบดีปิด
เสียเอง จะว่าทำงานก้าวก่ายหรือข้ามหน้าภารโรง ก็เปล่า
ไม่มีใครว่า นั่นเป็นงานชิ้นหนึ่งเท่านั้น ปะเหมาะวันไหน
อารมณ์ดี ๆ กลับบ้านแล้วท่านอธิบดีอาจกวาดบ้าน หรือ
เข้าครัวตำน้ำพริกเสียเองก็ได้
สิ่งที่ท่านไปทำนั่นแหละงาน
จริงต่อการงาน
การตั้งสัจจะลงไปในงาน ที่เราพูดสั้น ๆ ว่าจริงต่อ
การงานนั้น หมายความว่า ทำงานนั้นให้จริง ไม่ใช่ทำ
เล่น ๆ หรือเหยาะแหยะ
คนที่ไม่จริงต่อการงาน
มีลักษณะที่ทาง
ศาสนากล่าวไว้หลายอย่างด้วยกัน เท่าที่นึกได้ เช่น
ทุจจริต
สิถิล์
ทำให้เสีย
ทำเหลาะแหละ
อากุล ทำให้คั่งค้าง
ทำอย่างนี้เสียความจริงต่อการงาน ถ้าแก้อาการ
เหล่านี้ตก คือ ทำให้ดี ทำให้เคร่งครัด ทำให้เสร็จสิ้น
ก็กลายเป็นสัจจะ ในประเด็นที่ว่าจริงต่อการงาน
ในเชิงปฏิบัติแล้ว ข้าพเจ้าใช้คำอีกคำหนึ่ง สำหรับ
พูดปลุกใจตัวเอง ให้เกิดความจริงต่อการงาน คือ
สรุปลง ไปว่า ลักษณะของความจริงต่อการงาน ก็
คือ เราต้อง "ทำงานให้ได้ดี" การตั้งใจทำงานให้
ได้ดีนั่นแหละ คือความจริงต่อการงาน
ว่าเรื่องทำงานให้ได้ดี ใคร ๆ ก็อยากได้ดีทั้งนั้น
เพราะอยากได้นั่นแหละจึงทำ แต่ว่ายังมีคนอยู่อีกมากที่
พบความผิดหวัง คือทำแล้วกลับไม่ได้ดี แล้วก็บ่นเสียอก
เสียใจว่า "เราทำเกือบตายไม่เห็นได้ดี” แล้วไม่ใช่บ่นเฉย ๆ
ไปเที่ยวป่ายเปะปะเอาใคร ๆ เข้าอีกด้วย ผู้ใหญ่ก็โทษเด็ก
"ผมมันได้บริวารไม่ดี ไม่ว่าไปอยู่หัวเมืองไหน เจอแต่
บริวารผี ๆ เลยไม่ได้ดีไปกับเขาสักที" ฝ่ายผู้น้อยก็โทษผู้
ใหญ่ "ผมมันได้แต่นายไม่ดี โอ๊ย! ถ้านายดี ๆ ป่านนี้ผมก็
ดีไปนานแล้ว” ตกลงก็คนอื่นผิดทั้งนั้น หนักเข้าก็การงาน
ไม่เป็น อันทำ เพราะมัวคิดวางแผนจะย้ายนาย ซ้ำร้าย
๘๐ กัลยา ณ มิตร
บางคน เล่นงานถึงพระพุทธเจ้าก็มี ว่าสอนผิด ๆ "ไหนว่า
ทำดีได้ดี เราทำเกือบตาย ไม่เห็นได้เห็นดีอะไร!” และคนที่
อาภัพงาน มักจะเกิดความคิดอีกอย่างคือ เห็นใครทำ
งานก้าวหน้าได้ความดีความชอบ ก็คิดว่าผู้นั้นเป็นคนประ
จบเจ้านายเก่ง และคิดตั้งข้อสังเกตเอาว่า เป็นคนไม่ดี
ข้าพเจ้าเองโชคในทางทำงาน เข้าใจว่าอยู่สถาน
ปานกลาง คือไม่เคยมีราชรถมาเกยทั้ง ๆ ที่กำลังนอนหลับ
มีแต่เดินไปหาราชรถเอง ชีวิตของข้าพเจ้าสรุปลงแล้ว "ถ้า
เหงื่อไม่ตกไม่ได้ดี” เป็นอย่างนี้ตั้งแต่อยู่โรงเรียนมาแล้ว
ข้าพเจ้าไม่เคยเก็งข้อสอบถูก ไม่เคยหากินทางฝัน ไม่เคย
หากินทางเสี่ยงโชค กว่าจะสอบได้แต่ละชั้นหนังสือตำรา
เรียนต้องช้ำชนิดขายเจ๊กไม่ได้ทีเดียว ตอนทำงานราชการ
นี้ก็เหมือนกัน ทำจนเหนื่อยจึงเห็นผล รับราชการมา ๑๑ ปี
หรือถ้านับเต็มก็ ๑๐ ปี ชั่วระยะนี้ผู้บังคับบัญชาได้กรุณา
ปูนบำเหน็จให้พิเศษ ๒ ชั้น 5 ครั้ง แต่ก็รู้สึกตัวว่าแต่ละปี
แต่ละครั้งไม่ใช่ลาภลอย ต้องลงแรงอย่างหมดตัวมาทุกระยะ
จึงได้ หลักเดิมที่ว่า “ถ้าเหงื่อไม่ตกไม่ได้ดี” นั้น ยังจำเป็น
ต้องใช้อยู่จนทุกวันนี้
แล้วเอามาเล่าไว้ที่นี่ทำไม
อะไรกับพุทธศาสตร์
เรื่องส่วนตัวมาเกี่ยว
ที่เล่าไม่ใช่อวด ไม่ใช่วอน แต่จะเขียนข้อเสนอแนะ
ในการทำงานตามเรื่องของธรรมะที่มาถึงลำดับเข้า จำเป็น
ต้องเปิดเผยตัวเองแก่ท่านผู้สนใจ จะได้มองมายังข้าพเจ้าถูก
ว่าข้าพเจ้าผู้เสนอแนะอยู่ในฐานะอย่างไร ถ้าไม่บอกกัน
เสียเลย ท่านที่อยู่ห่างไกลก็นึกคิดไปต่าง ๆ อาจนึกว่า
ข้าพเจ้าเป็นคนมีบุญวาสนา นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ก็ได้ดีเอง
หรืออาจนึกว่า ข้าพเจ้าเป็นคนดีแต่พูดดีแต่สอน ตัวเองก็
ทำงานไม่เป็นเรื่องสักอย่าง
รวมความว่าอาจคิดไปได้
ทุกทาง แล้วเมินเฉยต่อความหวังดีของข้าพเจ้า ที่เสนอแนะ
วิธีทำงานไว้
ปมด้อยที่ทำให้เราทำงานไม่ได้ดีนั้น ข้าพเจ้า
อยากสรุปลงย่อ ๆ เป็น ๓ อย่างคือ
-ทำไม่ถูกดี
-ทำไม่ถึงดี
-ทำไม่พอดี
ใครทำงานอย่างนี้ ทำจนตายก็ไม่ได้ดี และที่ไม่ได้
นั้นก็เพราะตัวผู้ทำเอง ไม่ใช่ความผิดของคนอื่นเลย
งานทุกอย่างมันมีจุดดีอยู่แล้ว มีเกณฑ์ดีอยู่แล้ว ผู้ที่
ทำจะต้องศึกษาค้นคว้าให้เห็นดีของงาน ว่างานอย่างนี้ดี
ของมันอยู่ที่ไหน ที่ว่าดีน่ะข้าพเจ้าหมายถึงผลสูงสุดของ
งานนั้น เมื่อรู้จักดีของงานแล้วจึงทำ ทำให้ถูกดีและให้ถึงดี
อย่าให้หย่อนดี อย่าให้เลยดี ต้องให้พอดีตามที่บรรยายไว้
แล้วในสัปปุริสธรรม ในที่นี้จะไม่ตีความให้กว้างออกไปอีก
Kalyanamitra.org