ข้อความต้นฉบับในหน้า
"มหาปุณณมสูตร" (๑๐)
วิเคราะห์การเจริญสมถวิปัสสนากรรมฐานตามแนววิชชาธรรมกาย
(๑๑)
๓.วิปัสสนาภาวนา : ในวิชชาธรรมกายถือเอาการเข้าถึงธรรมกายโคตรภู (รัตนะภายใน)
เป็นจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนา คือ เลยเรื่องของสมาบัติ ๘ รูปฌาน อรูปฌาน ซึ่งยังเป็นโลกีย
สมาบัติ เมื่อเข้ากลางกายอรูปพรหมจะผ่าน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ
เข้าถึงธรรมกายโคตรภูได้แก่ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ดวงธรรมกลางกายธรรม
โคตรภูเป็นต้นทางเข้าถึงโสดาปัตติมรรคหรือเป็นปฐมมรรคของอริยมรรค กายธรรมโคตรภู
จะต้องเข้าฌานสมาบัติ เพื่อให้จิตละเอียดขยายส่วนขึ้นไปตามลำดับ เพื่อเห็นและรู้ อริยสัจจ
๔ ของกายต่าง ๆ เพื่อละวาง อุปาทานขันธ์ ๕ ของทุก ๆ กาย
(๑๐)
"ผู้ที่เห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ไม่ยึดถือด้วยอุปาทาน เพราะเห็นโทษของขันธ์ ๕
คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา จะสามารถละสักกายทิฏฐิในขันธ์ ๕ ทั้งภายนอกและ
ภายใน ลดอหังการ มมังการ และมานะได้” นี่เป็นข้อความสรุปในมหาปุณณมสูตร ใน
ทางปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายก็เป็นเรื่องเดียวกัน ดังปรากฏในพระธรรมเทศนาของ
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสอนไว้ว่า
*(4)
"สมาธิเป็นตัวทำให้ใจสงบ สละเสียจากอารมณ์ ไม่ให้เกี่ยวด้วยอารมณ์ ไม่ให้ติดด้วย
อารมณ์ ปล่อยวางอารมณ์เหล่านั้นเสียจนกระทั่งใจหยุดเป็นเอกัคคตาเรียกว่า จิตตสเสกคุกต์
ถึงซึ่งความเป็นเอกัคคตาจิต เมื่อบริสทุธิ์ดังนี้แล้ว ก็อุตส่าห์พยายามให้ถูกร่องรอยของธรรม
ขึ้นไปอีก ให้สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น จนกระทั่งเกิดปฐมฌาน ใจสงัดจากกาม จากอกุศลทั้งหลาย
แล้วเป็นไปด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ขึ้นสู่ปฐมฌานเป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง
๒ วา กลมเป็นวงเวียนหนาคืบหนึ่ง ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า ใจแน่นอยู่กับฌาน
แล้วก็ทำเป็นลำดับขึ้นไป เมื่อพบฌานดวงแรก เรียกปฐมฌานดังนี้แล้ว ให้เข้าถึงทุติยฌาน
ตติยฌาน จตุตถฌาน ต่อไป อุตส่าห์ประพฤติปฏิบัติไปดังนี้ เมื่อบรรลุฌานได้ขนาดนี้แล้ว
เป็นสมาธิชั้นสูง ศีล สมาธิ นี้เป็นตัวสำคัญอยู่ ไม่ใช่พอแต่เท่านั้น ต้องใช้ปัญญา พินิจ
พิจารณา เมื่อเข้าถึงฌานแล้วก็พินิจพิจารณากายมนุษย์นั่นแหละ กายมนุษย์ในภพทั้ง
(กามภพ รูปภพ อรูปภพ) พิจารณากายมนุษย์ทั้ง ๔ กาย (กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กาย
ทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหม
ละเอียด) พิจารณาทั้ง ๔ ฐาน นี่เป็นหลักของมรรคผล หลักของมรรคผลพิจารณาทั้ง
ฐานนี้ ทั้งเห็นทั้งรู้ เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณของธรรมกาย กายมนุษย์ถึงกาย
อรูปพรหมไม่มีญาณ รู้ด้วยวิญญาณซึ่งอยู่กลางดวงจิต ดวงวิญญาณรู้ตามอายตนะ เหนือ
อายตนะไปนั่นรู้ไม่ได้ รู้ด้วยญาณหมายถึง รู้ด้วยใจที่ขยายส่วนออกไป เมื่อได้ธรรมกาย
ละเอียด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมกายละเอียด
รู้ด้วยญาณ รู้อย่างไร? : รู้ด้วยญาณรู้ว่า กายมนุษย์ทั้งหลายทั้งหยาบทั้งละเอียด
คือขันธ์ ๕ ภายนอก และขันธ์ ๕ ภายใน เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจังเป็นไฉน ? : ไม่คงทนอยู่ที่เปลี่ยนแปรผันไป
เป็นทุกข์นั้นเป็นไฉน ? :ความเกิดเป็นทุกข์ เหตุให้เกิดคือ กามตัณหา ภวตัณหา
เป็นเหตุให้เกิด ภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นทุกข์
คำว่าปฐมมรรคนี้ ได้มาจากบาลีในสนธิ
กับประโยคว่า "ตราย มาที" ซึ่งแปลกลับ
มาว่า อยู่ปฐมมคโค อันว่าปฐมมรรคนี้
อาทิภวัติ มีอยู่เป็นเบื้องต้น ตตฺรนิพพาน ใน
พระนิพพาน พระมงคลเทพมุนี ฯลฯ จาก
หนังสือ พุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย ๒๕๒๕
หน้า ๑๐
(๑) พระมงคลเทพมุนี : พระธรรมเทศนา
เรื่อง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆ
คุณ จากหนังสือพุทธภาวนาวิชชาธรรม
กาย จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชา
ธรรมกาย พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๔ :-
สัมมาอะระหัง มาจากคำว่า อรห์ เป็นพุทธ
คุณ ข้อต้น เป็นเนมิตกนาม เกิดขึ้นเองพร้อม
กับที่พระองค์บรรลุพระโพธิญาณ แปล
สั้น ๆ ว่า ไกล คือ ไกลจากกิเลส หรือพัน
จากกิเลส การละกิเลสของพระองค์หลุดไป
เป็นชั้น ๆ คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ
โลภะ โทสะ โมหะ กามราคานุสัย ปฏิฆานุ
สัย อวิชชานุสัย สังโยชน์ ๑๐ ใช้เป็นคำ
บริกรรมภาวนาในการเจริญภาวนาตาม
แนววิชชาธรรมกาย สัมมา แปลว่า
โดยชอบ
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร ๙๙