ข้อความต้นฉบับในหน้า
(๑๒) สุชีพ ปุญญานุภาพ : ปัญจกนิบาต
ชุมนุมธรรมมี ๕ ข้อ ญาณ ๕ ย่อมเกิดขึ้น
เฉพาะตน พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับ
ประชาชน มหามกุฏราชวิทยาลัย ๒/๒๕๒๔
หน้า ๕๔๑
(๑๓) สุชีพ ปุญญานุภาพ : การบัญญัติ
ความสุขในทางพระพุทธศาสนา พระไตร -
ปิฎกฉบับประชาชน ๒/๒๕๒๔ หน้า ๑๒๕
(๑๔) พระเทพเวที : ความสุข พุทธธรรม
หน้า ๕๕๕
(๑๕) พระเทพเวที : นิพพานเป็นสุข
พุทธธรรม หน้า ๒๔๗
ธรรมวิจัย
วิชชา ๘ อภิญญา ๖ จตุปฏิสัมภิทาญาณ ซึ่งมิได้หมายความว่าทุกคนที่เข้าถึงหรือได้ธรรมกาย
จะมีวิชชาโดยอัตโนมัติ มีน้อยคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้นที่จะสำเร็จผลทางวิชชาได้
ทั้งนี้อยู่ที่ "ธาตุธรรม" หรือธรรมธาตุ (ส.ธรมธาตุ บ.ธมฺมธาตุ) มีในพระไตรปิฎก
เช่น......พระตถาคตองค์เดียวจึงทรงแทงตลอดธรรมธาตุนี้ เพราะเหตุที่พระตถาคตทรง
แทงตลอดธรรมธาตุแล้ว ฉะนั้นจึงทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ซึ่ง
ปรินิพพานแล้ว ๙)
และ
เรื่องตาหรือ ธรรมจักขุ หรือ อายตนะพิเศษของธรรมกาย เป็นเรื่องมีจริงและต้องทำ
ความเข้าใจให้ดี จึงจะทำให้เกิดสัมมาทิฐิที่ถูกต้องเกี่ยวกับภพ ชาติ สังสารวัฏ เรื่อง "อนัตตา
"อัตตา" ในความขัดแย้งของการสื่อความหมาย กล่าวคือ ธรรมจักษุของธรรมกาย
สามารถเห็นสิ่งที่เป็นนามธรรมหรือธรรมารมณ์ ด้วยใจที่พัฒนาจนเป็นอายตนะที่มีความ
สามารถพิเศษ เห็นนามธรรมเป็นรูปธรรม จึงเห็นกิเลสอาสวะ ฯลฯ เห็นธรรมกาย เห็นนิพ
พาน ฉะนั้นจึงให้นิยามคำว่า ธรรมกายอรหัต ซึ่งเป็นอสังขตธาตุ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งเช่น
เดียวกับนิพพานว่า "นิจจัง สุขัง อัตตา"
เป็นภาวะที่พ้นแล้วจากขันธ์ ๕ ทั้งภาย
นอกและภายใน ซึ่งเป็น "อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา” สำหรับผู้ที่ไม่เป็นก็ไม่อาจรับการ
บัญญัตินี้ได้ เพราะถือว่าเป็นนามธรรม
หรือธรรมารมณ์ เป็นอนัตตา เพราะพระ
พุทธเจ้าทรงสอนว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา-
ติ" ถ้าเข้าใจเรื่องอายตนะในพุทธพจน์ที่
อ้างถึงนี้ ว่าคือ "ธรรมจักขุ” ของธรรม
กาย ที่เห็นธรรมกายเป็นรูปธรรม คำว่า
"อัตตา" ในที่นี้จึงไม่ใช่อัตตา ในความ
หมายว่าเป็นตัวตน ที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 5
๕ (๑๘)
แต่เป็นธรรมธาตุที่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยธรรมล้วน ๆ ไม่ใช่ภาพที่เกิดจากใจ ไม่ใช่อัตตาที่
สร้างขึ้น เพื่อสนองภวตัณหา ไม่ใช่ภวตัณหา ไม่ใช่สักกายทิฏฐิ ไม่ใช่สัสสตทิฏฐิ ไม่ใช่
นิมิตอย่างที่มีบางท่านวิจารณ์ว่า ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายเป็นการติดนิมิต ถึง
แม้ว่าการปฏิบัติในขั้นต้นจะใช้อาโลกกสิณดวงแก้วเป็นบริกรรมนิมิต ซึ่งเมื่อสมาธิมั่นคงขึ้น
ปราศจากนิวรณ์ บริกรรมนิมิตเปลี่ยนเป็นอุคคหนิมิต เป็นอุปจารสมาธิ และปฏิภาคนิมิต
เมื่อสมาธิแนบแน่นเข้าระดับอัปปนาสมาธิคือระดับปฐมฌาน แต่ต่อจากนั้นภาพที่เกิดขึ้นที่
ศูนย์กลางกายเป็นสภาวธรรมที่ใจของผู้ปฏิบัติเข้าถึงและสัมผัสได้ เป็นการเห็นด้วยใจที่
ละเอียดอ่อนเท่า ๆ กับสภาวธรรมนั้น และเข้ารวมเป็นหนึ่งกับสภาวธรรมนั้น ต้องแยกให้ดีกับ
illusion และ halucination หรือภาพลวงภาพหลอนของผู้ที่ปฏิบัติผิดทาง มันคนละเรื่องกัน
เลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้ต้องประจักษ์แจ้งด้วยการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ต้องมีครูบาอาจารย์เป็นผู้
ของกายทิพย์ ปัญญาจักขุของกายพรหม ชี้ทางให้ เป็นผู้บอกว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรเป็นนิมิตลวง อะไรเป็นของจริง เป็นเรื่องที่ไม่
(๑๖) สุชีพ ปุญญานุภาพ : นิพพานไม่มี
เวทนา พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน
หน้า ๔๘๑
“หลวงพ่อวัดปากน้ำแยก "ตา" เป็นมังสจักขุ
คือตาของกายมนุษย์หรือปุถุชน ทิพพจักขุ
และธรรมจักขุของกายธรรม
พอกลับมา
๑๐๔ กัลยา ณ มิตร
อาจเข้าใจได้ด้วยการคิด ดังคำกล่าวของพระนารทะว่า
"ข้อที่ว่านิโรธแห่งภพ คือนิพพานนั้น ผมมองเห็นเป็นอย่างดีด้วยสัมมาปัญญา
ตามความเป็นจริง แต่กระนั้นผมก็มิใช่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ เปรียบเหมือนมีบ่อน้ำในทาง
Kalyanamitra.org