ข้อความต้นฉบับในหน้า
วิเคราะห์การเจริญสมถวิปัสสนากรรมฐานตามแนววิชชาธรรมกาย
เวทนา พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน
หน้า๑๒๘
กันดาร แต่ที่นั่นไม่มีเชือก ไม่มีภาชนะสำหรับตักน้ำ ครานั้นบุรุษหนึ่งถูกอากาศแล้งเผา (๑๗) สุชีพ ปุญญานุภาพ : ความสุขเหนือ
กร้อนมาถึง ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ทั้งกระหาย เขามองลงไปในบ่อน้ำนั้นทั้งที่มีความรู้อยู่
ว่านั่นน้ำ แต่จะสัมผัสด้วยกายก็มิได้ นี่ฉันใด ข้อที่ว่านิโรธแห่งภพเป็นนิพพาน ผมก็มอง
(๒๐)
เห็นเป็นอย่างดี ด้วยสัมมาปัญญาตามความเป็นจริง แต่ผมก็มิได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
การรู้กับการบรรลุงต่างกัน
มีพุทธพจน์อีกบทหนึ่งที่แสดงถึงภวตัณหา วิภวตัณหา "สภาพภพ" และ "ตา" ที่จะ
ช่วยให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น คือ
"ภิกษุทั้งหลาย เทพและมนุษย์ทั้งหลายถูกทิฐิ ๒ จำพวก เข้าครองใจแล้ว พวกหนึ่ง
ติดล้าอยู่ พวกหนึ่งวิ่งเลยไป ส่วนพวกที่มีตาจึงมองเห็น
ภิกษุทั้งหลาย พวกหนึ่งติดล้าอยู่เป็นอย่างไร เทพและมนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีภพเป็น
ที่ยินดีรื่นรมย์ในภพ บันเทิงในภพ (ภวะ) เมื่อตถาคตแสดงธรรม เพื่อความดับแห่งภพ (ภว -
นิโรธ) จิตของเทพและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งแน่วลงไม่น้อมดิ่งไป
พวกหนึ่งติดล้าอยู่อย่างนี้ (ภวตัณหา)
ภิกษุทั้งหลาย พวกหนึ่งวิ่งเลยไป เป็นอย่างไร คนพวกหนึ่ง อึดอัดระอารังเกียจอยู่
ด้วยภพนั่นแหละจึงพร่ำชื่นชม วิภพ (วิภวะ คือความปราศจากภพ ความขาดสูญ) ว่า "นี่แนะ
ท่านเอย นัยว่าหลังจากร่างกายแตก ทำลายตายไปแล้ว อัตตานี้ก็จะขาดสูญหายสิ้น
(พินาศ) หลังจากตายจะไม่มีอยู่อีก นี่ละคือภาวะสุดประเสริฐ (สันตะ) นี่ละคือภาวะดีเยี่ยม
(ปณีตะ) นี่ละคือภาวะที่เป็นของแท้ (ยาถาวะ) พวกหนึ่งวิ่งเลยไปเป็นอย่างนี้ (วิภวตัณหา)
ภิกษุทั้งหลาย พวกที่มีตา” จึงมองเห็นเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมมองเห็น
โดยความเป็นสภาพภพ ครั้นเห็นแล้วย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อหายติด (นิพพิทา)
เพื่อหมดใคร่ (วิราคะ) เพื่อนิโรธแห่งสภาพภพนั้น ส่วนพวกที่มีตาจึงมองเห็นอย่างนี้
สภาพภพ
(๔๓)
วิชชาธรรมกายถือว่า "ตา" ในที่นี้หมายถึงตาของธรรมกาย คือธรรมจักขุ ที่สามารถ
มองเห็นสภาพภพ ซึ่งหมายถึงภพทั้ง ๓ คือ กามภพ (ได้แก่โลกมนุษย์ นรก สวรรค์) รูปภพ
(ได้แก่ภพของรูปพรหม) และอรูปภพ (ได้แก่ภพของอรูปพรหม) เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาถูก
เถียงกันอยู่เสมอว่า ธรรมกายสอนให้เชื่อในสิ่งที่ไม่มี นรก สวรรค์ ฯลฯ ที่เห็นนั่นเป็นเพียง
นิมิต เป็นเพียง concept หรือเป็นเรื่องของคนโง่ไม่มีปัญญา เป็นคนงมงาย ถ้าเป็นดังที่
ว่านี้ "จุตูปปาตญาณ ของพระพุทธเจ้าก็เป็นเรื่องของคนโง่ เป็นเรื่องเท็จไม่มีจริง เรื่อง
เวียนว่ายตายเกิด เรื่องสังสารวัฏ เรื่องสัตว์ไปเกิดในคติต่าง ๆ ตามบุญและกรรมก็ไม่จริง
วิชชาธรรมกายสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง และสอนให้ปฏิบัติเพื่อ
ความหลุดพ้นจากภพทั้ง ๓ พ้นจากสังสารวัฏ ทั้งหมดเป็นเพียงทางผ่านของจิต เมื่อเข้าถึง
แล้วก็ศึกษาเห็นแจ้ง รู้แจ้ง แทงตลอดแล้วก็ปล่อยวาง ปล่อยวางจริง ๆ ไม่ติดอยู่ ไม่ใช่เพียง
คิดปล่อยวาง เมื่อจิตหลุดพ้นจึงบรรลุภวนิโรธแห่งภพ
(๑๘) พระเทพเวที : สมาธิอันหาประมาณมิ
ได้และวิชชา
พุทธธรรม หน้า ๓๓๙
(๑๙) พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง
๒๕๒๕ หน้า ๖ ข้อ ๑๐ มหาปทานสูตร
(๒๐) พระเทพเวที : พระนารทะ พุทธธรรม
หน้า ๓๕๖
(๒๑) พระเทพเวที : ทิฏฐิ ๒ จำพวก (สัส-
สตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ) พุทธธรรม หน้า ๓๘๘
(๔๓) พระเทพเวที : ปฏิจจสมุปบาท ขณะ
จิตเดียวตามแบบคัมภีร์อภิธรรมพุทธธรรม
๒๕๓๒ หน้า ๑๐๗-๑๐๘ พระพุทธเจ้าตรัส
สอนปฏิจจสมุปปบาทเป็น ๒ นัย ดัง
พุทธพจน์:
ดูกรอุทายี ผู้ใดระลึก ขันธ์ที่เคยอยู่มาก่อน
ได้ต่าง ๆ มากมาย....ผู้นั้นจึงควรถามปัญหา
กะเราในเรื่องหนหลัง (ชาติก่อน) หรือเราจึง
ควรถามปัญหาในเรื่องหนหลังกะผู้นั้น ผู้นั้น
จึงจะทำให้เราถูกใจได้ด้วยการแก้ปัญหาใน
เรื่องหนหลัง หรือเราจึงจะทำให้ผู้นั้นถูกใจ
ได้ด้วยการแก้ปัญหาในเรื่องหนหลัง ผู้ใดเห็น
สัตว์ทั้งหลายที่จุติอยู่ ทั้งที่อุบัติอยู่ ด้วยทิพย์
จักษุ...ผู้นั้นจึงควรถามปัญหากะเราในเรื่อง
ถามปัญหาในเรื่องหนหน้ากะผู้นั้น ผู้นั้นจึง
จะทำให้เราถูกใจได้ด้วยการแก้ปัญหาใน
เรื่องหนหน้า หรือเราจึงจะทำให้ผู้นั้นถูกใจ
ได้ด้วยการแก้ปัญหาในเรื่องหนหน้า
หนหน้า (ชาติหน้า) หรือว่าเราจึงควร
“ก็แลอุทายี เรื่องหนก่อน ก็งดไว้เถิด
เรื่องหนหน้า ก็งดไว้เถิด เราจักแสดงตัว
ธรรมแก่ท่านเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่ง
นี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิด เมื่อสิ่งนี้ไม่มี เพราะสิ่ง
นี้ดับ สิ่งนี้ดับ
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org
กัลยา ณ มิตร ๑๐๕