ข้อความต้นฉบับในหน้า
ในที่ประชุมสภาสงครามของเปอร์เซีย กษัตริย์ดาริอุส (Darius)
บนพระบัลลังก์ ทรงกำลังตัดสินพระทัยจะใช้กำลังบุกกรีซ
(ส่วนบนของภาพเป็นเหล่าเทพเจ้า ส่วนล่างเป็นเหล่าพลเมือง
กำลังนำเครื่องบรรณาการมาถวาย)
ภาพนี้ วาดโดยจิตรกรชาวกรีกทางตอนใต้ของอิตาลี ประมาณ
๓๒๕ ปีก่อนคริสตกาล
ชุมชนที่ถือศาสนาเอส
จุด ซินต์นี้เป็นชุมชนที่ทำงาน ไม่ผลิตสิ่งที่
ใช้ในการประหัตประหาร หรือกล่าว
อีกอย่างหนึ่งก็คือ ชุมชนนี้ “รักสันติ” และมีกฎเกณฑ์
เกี่ยวกับการฆ่าคน
ชุมชนมีผลผลิตใช้กันอย่างรวมหมู่ ช่วยเหลือซึ่ง
กันและกัน วิถีชีวิตเรียบง่าย ประชากรส่วนใหญ่ใช้เวลา
ในการศึกษา สวดมนต์ และมีเมตตาธรรมต่อกัน ไม่
เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เฉพาะอย่างยิ่งความเมตตานี้
แผ่ไปยังเด็ก คนชรามากเป็นพิเศษ การแต่งงานเป็น
เรื่องที่กระทำกันอย่างปิดบังเพื่อสืบทอดสกุล แต่มี
หลายรายละเว้นจากตัณหาและกามารมณ์
การเข้านับถือศาสนาของคนกลุ่มนี้ พ่อแม่จะ
พยายามสั่งสอนธรรมะ และเปิดเสรีให้เกิดความเชื่อใด ๆ
ก็ได้ แต่เมื่อมีอายุผ่านพ้นวัยที่เรียนรู้ทางโลกมาแล้ว
จึงเข้าบวชเป็นผู้ถือธรรมะ ทั้งนี้เมื่อคนละทิ้งความสุข
๖๒ กัลยาณมิตร พฤศจิกายน ๒๕๓๕
- ทางโลกแล้วก็จะเข้าทำการบวชและถือศีล
ชุมชนศาสนาเอสซินส์นี้ ยังต่อต้านการค้าทาส
ในทุกรูปแบบ ทั้งในแง่หลักการและภาคปฏิบัติ คนอายุ
น้อยจะดูแลผู้อาวุโสอย่างดีเป็นพิเศษ และมีการให้
ความสําคัญกับผู้ใหญ่อาวุโสในแง่ที่ผ่านโลกผ่านธรรมะ
มามาก วัยวุฒิและคุณวุฒิทางการศึกษา บอกความ
ต่างกันในสถานะทางสังคมซึ่งมนุษย์เกิดมาทัดเทียมกัน
การปกครองก็ใช้การเลือกกันเองในหมู่ประชาคม
ต่างกันในสถ
ของชุมชน รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและรักษา
ความลับ (ในที่นี้น่าจะหมายถึงรักษาศีล)
พิธีกรรมและธรรมเนียมปฏิบัติทางศาสนา
เกี่ยวกับ
พวกเอสซินส์จะไม่มีหลักแหล่งก่อบ้านแปงเมือง
ที่แน่นอน แต่มารวมกันตามความเชื่อทางศาสนา และ
รวมตัวกันตามอุดมการณ์ โดยใช้ชีวิตแบบรวมหมู่ ส่วน
มากชุมชนชาวเอสซินส์นี้ไม่ชอบอยู่ในเมืองใหญ่ แต่จะ
รวมกันตามชนบทมากกว่าในเมือง เราจะพบชุมชน
ของชาวเอสซินส์ตามคำบอกเล่าของนักปราชญ์โบราณว่า
ได้พบพวกชุมชนเหล่านี้ บริเวณชายฝั่งตะวันตกของ
ทะเลสาบ Dead Sea
ภาพนูนเป็นรูปคนกำลังจูงอูฐไปถวายแด่จักรพรรดิ ภาพนี้อยู่
ตรงช่องทางเดินขึ้นบันไดในพระราชวังของกษัตริย์ดาริอุส ใน
เปอร์ซีโปลิส (Persepolis)
แกะสลักขึ้นมาเพื่อให้สามัญชนดู
เหตุการณ์ภายในท้องพระโรง เพราะคนทั่วไป ไม่มีโอกาสเข้าไป
ในสถานที่เช่นนี้ ตามตำนานกล่าวว่าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรง
เผาพระราชวังแห่งนี้เสีย เพื่อเอาใจไทสี (Thais) สนมลับของ
ปโตเลมี (Ptolemy) ขุนพลคนหนึ่งของพระองค์