ข้อความต้นฉบับในหน้า
มงกุฎและพระขรรค์ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า
อยู่ที่หน้าบันพระอุโบสถด้วย ที่หน้าพระตำหนัก
ปั้นหยาที่สร้างให้เจ้าฟ้ามงกุฎประทับขณะจำ
พรรษา ก็มีตราพระพิชัยมหามงกุฏเช่นกัน”
“อ๋อ เพื่อให้ประชาชนรู้เป็นนัย ๆ ว่า
เจ้าฟ้ามงกุฎผู้ทรงจำพรรษาวัดนี้ คือรัชทายาท
ผู้จะได้ครองบัลลังก์ต่อไปนะคะ”
“คิดไวจังเลย นิภา” น้าน้อยชมแล้ว
พูดต่อไปว่า “น้าคิดว่าอาจเป็นเหตุนี้ก็ได้กระมัง
เมื่อรัชกาลที่ ๔ เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ จึง
(ล่าง) ภาพปาง
เลยโปรดใช้พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นตราพระราช- ประสูติ หน้าบันของ
ลัญจกรประจำพระองค์ และเมื่อทรงสร้างหรือ หอไตร
ปฏิสังขรณ์วัดใดก็โปรดให้ทำตราพระมหาพิชัย-
มงกุฎประดับไว้ด้วย
“อือ...จริงซิคะ
ลักขณ์นึกออกแล้ว
หน้าบันประตูทางเข้าเขตพุทธาวาสวัดสุวรรณดา
รามไงคะ ทำปูนปั้นตราพระมงกุฎประดับไว้”
“บางทีรัชกาลที่ ๔ ก็ไม่ทำเป็นตราหรอก
แต่ทำซุ้มประตูรูปส่งมาให้เบญจดูเลยนี่นาว่างๆ
เบญจ์ลองหยิบรูปซุ้มประตูวัดโพธิ์มาดูซิ จะ
เห็นเป็นยอดมงกุฎจริงอย่างที่เราคุยกันมั้ย”
“นั่น ลักขณ์หันหลังกลับ” เสียงพี่นิภา
ตื่นเต้นชวนให้ฉันหันขวับทันที “เห็นมั้ย ประตู
ที่เราเข้ามาน่ะ มีตราประจำพระองค์รัชกาลที่
๔ ด้วย”
เออ จริงด้วยนะเบญจ์ หน้าบันหรือ
หน้าจั่วด้านในของซุ้มประตูทางเข้าซึ่งไม่ใหญ่นัก
มีลายปูนปั้นตราพระมงกุฎ
“เมื่อกี้หลานคงไม่ทันสังเกตกระมังจะ
ด้านนอกก็มีตราพระราชลัญจกรนี้เช่นกัน ผนัง
ด้านนอกหลังพระวิหารนี้ที่ทำเป็นซุ้มจารึกก็มี
เช่นกัน เดี๋ยวค่อยดูแล้วกันนะ อ้อ...หลาน ๆ
สังเกตรูปทรงประตูทางเข้าให้ดีนะ นี่เป็นรูป
แบบสมัยรัชกาลที่ ๔ อีกแบบหนึ่ง ได้รับอิทธิพล
ยุโรป ทำเป็นซุ้มโค้งแหลม ซึ่งต่างจากที่หลาน
เคยเห็นในสมัยรัชกาลที่ ๑-๓ พอสมัยรัชกาลที่
๕ จะดัดแปลงไปจากนี้เล็กน้อย
๔๖ กัลยาณมิตร พฤศจิกายน ๒๕๓๕
“ เออ...วันนี้ถ้ามีเวลานะ น้าจะพาไปวัด
ราชบพิธฯ เดินข้ามคลองก็ถึงใกล้นิดเดียวเอง”
“ดีค่ะ ดีค่ะ”
“ดีค่ะ เรื่อยเลยนะเรา ยายลักษณ์
นิภาเย้าฉัน
“แหม...พี่นิภาก..โธ่” น้าน้อยเปิดไฟเขียว
เราก็ต้องรีบฉวยโอกาสจริงมั้ยจ๊ะเบญจ์ ก็ฉัน
ภูมิยังไม่แน่นเท่าพี่นิภานี้ ก็ต้องอยากรู้อยาก
เห็นมากกว่าพี่นิภา
“น้าคะ บานประตูหน้าต่างแกะสลักสวย
งามจังเลยนะคะ ลายก้านแย่งซ้อนกัน ๒ ชั้น
เสียด้วย”