ข้อความต้นฉบับในหน้า
อธิบายให้เบญจฟังแล้ว แต่ไม่มีรูปให้เบญจ์ได้
ดูด้วยเหตุที่บอกแล้วไง ถ้ามีซูมนะ ก็คงจะ
ถ่ายรูปได้ แต่ไม่รู้จะได้รูปสมบูรณ์ไหม ถ้าปืน
ผนังตึกของกรมแผนที่ก็จะได้รูปเจ๋ง ๆ มาอวด
เบญจ์ เผอิญไม่ได้เอาบันไดพับมาด้วย แล้วก็
เกรงจัยเกรงใจตัวเองเหลือเกิน คือเกรงตัวเอง
จะตกลงมาคอย่น หรือไม่ก็อาจถูกกล่าวหาว่า
ทำจารกรรม หรืออีกทีก็ถูกกล่าวหาว่าสติไม่ดี
หรือไม่อกหักคิดสั้นทำนองนั้น เสียชื่อเบญจ์แย่
เลย ก็อ้าว...ในฐานะเราเป็นคู่หูกันไงล่ะ ฉะนั้น
อย่าให้คู่หูเบญจ์รีบไปคุยกับพญายมก่อนวัยเรีย
เลยนะ เดี๋ยวเบญจ์จะชวดอ่านจ.ม.ฉันแล้วก็จะ
เหงาด้วย ฮิ ฮิ
(ขวา) หอไตรทรง
ปราสาท ยอดปรางค์
หน้าบันของมุขหน้าและหลังก็เป็นรูป
พระมหาพิชัยมงกุฎประดิษฐานเหนือพานแว่นฟ้า อย่างขอม
มีฉัตรประกอบ ๒ ข้าง แต่ไม่มีช้างรองรับนะ
กลับล้อมด้วยลายกระหนกจ้ะ ล้วนเป็นไม้แกะ
สลัก ปิดทองประดับกระจก งดงามมากนะเบญจ
“ลักขณ์ นิภา สังเกตดูซุ้มประตูหน้าต่าง
ซิหลาน”
“เอ๊...เป็นทรงมงกุฎทั้งนั้นเลยนะคะ แต่
เป็นลายปูนปั้น ลงรักปิดทองประดับกระจก
เสียด้วย งามดีนะลักขณ์
เบญจ์จ๋า
“ค่ะ” ก็ฉันเห็นจริงตามที่นิภาพูดนี่
“คงมีความหมายใช่มั้ยคะ น้า”
“ใช่จ้ะ น้าเคยอ่านคำถาม-คำตอบ เรื่อง
ศิลปะไทย ของ น. ณ ปากน้ำ กล่าวว่า สมัยนี้
พยายามหาเอกลักษณ์ประจำรัชกาลให้มากที่สุด
สังเกตจากซุ้มประตูหน้าต่างของวัดจะนิยมทำ
เป็นทรงมงกุฎให้สมกับพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้า
มงกุฎ”
น้าน้อยหยุดคิดชั่วครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อ
ไปว่า “อันที่จริงนะ ถ้าเราย้อนไปวัดอรุณฯ
หลานคงจำได้ว่ารัชกาลที่ ๓ ทรงครอบพระมหา
มงกุฎปิดทองเหนือนภศูลยอดพระปรางค์
นอกจากนี้ประตูด้านหน้าเข้าสู่เขตพระอุโบสถ
ก็ทำซุ้มจตุรมุขยอดมงกุฎ เพื่อเป็นนิมิตให้
ปวงชาวไทยรู้ว่า ผู้ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์
องค์ต่อไป คือ เจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งออกผนวชอยู่
ขณะนั้น
๓ ทรง
“น้าคะ ลักขณ์จำได้ว่าพระมณฑปที่วัด
โพธิ์ก็เป็นจตุรมุขยอดมงกุฎ รัชกาลที่
สร้างเช่นกัน เป็นไปได้ไหมคะที่จะมีความหมาย
คือ ลักขณ์ลองคิดถึงคำ จตุ ก็แปลว่า คำนี้
อาจบ่งบอกเป็นนัย ๆ ก็ได้นะคะ ว่าผู้ที่จะ
เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๔ ต่อไป คือ เจ้าฟ้า
มงกุฎ”
“แหมคิดเหมือนพี่เลย แล้วที่วัดพระ
แก้วนะ มีวิหารพระยอดที่เป็นจตุรมุขยอดมงกุฎ
รัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างเช่นกัน น้าคะ น่าจะมี
ความหมายอย่างที่ลักขณ์พูดนะคะ น้า” พี่นิภา
ปรารภเชิงถาม
๓
“ก็อาจเป็นได้จ้ะ อนึ่งเมื่อรัชกาลที่
ทรงสร้างวัดบวรนิเวศต่อจากกรมพระราชวัง
บวรมหาศักดิพลเสพย์ จึงสิ้นพระชนม์ไป และ
ตั้งพระทัยอาราธนาเจ้าฟ้ามงกุฎฯมาประทับจำ
พรรษาที่วัดนี้ ก็โปรดให้ทำตราพระมหาพิชัย
พฤศจิกายน ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๘๕