ข้อความต้นฉบับในหน้า
ควรทําอย่างไร
ในระหว่างเข้าพรรษา
ต่อจากหน้า ๓๘
สอนประชาชนต่อไป
ไม่มีการเข้าพรรษา ถึงเวลาฤดูฝน เพราะการเข้าพรรษาเป็นพระ
พระท่านก็หยุดจารึกของท่านเอง พอ วินัยบัญญัติฉะนั้นถ้าภิกษุรูปใดไม่ยอม
พ้นฤดูฝน ท่านจึงค่อยออกจาริกสั่ง จำพรรษาจึงย่อมมีความผิด แต่พระ
พุทธองค์ก็ทรงผ่อนผันให้จำพรรษาได้ถึง
ครั้นต่อมาเมื่อภิกษุมีจำนวน ๒ คราว คราวแรกกำหนดวันแรม ๑
มากขึ้น แม้ถึงฤดูฝนกลับปรากฏว่าได้ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันเข้าพรรษาต้น ถ้า
มีภิกษุบางส่วนยังไม่ยอมหยุดพักจาริก ภิกษุรูปใดมีเหตุจําเป็นไม่สามารถเข้า
มิหนำซ้ำการเดินทางของภิกษุเหล่านี้ พรรษาต้นได้ทัน ท่านก็อนุญาตให้เข้า
มีผลทำให้เกิดการเหยียบย่ำข้าวกล้าใน
นาเสียหาย และสัตว์เล็กสัตว์น้อยก็
พลอยเป็นอันตรายไปด้วย จนชาวบ้าน
ต่างพากันตำหนิติเตียน เมื่อความ
ทราบถึงพระพุทธองค์จึงได้ทรงมีพระ
พุทธบัญญัติให้ภิกษุหยุดพักจำพรรษา
ในช่วงฤดูฝนตลอด ๓ เดือน นับตั้งแต่
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ไปจนถึงวัน
เพ็ญเดือน ๑๑ โดยเหลือเวลา 9 เดือน
ท้ายฤดูฝน คือช่วงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน
ถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ซึ่งเป็นเวลา
น้ำลด และพืชผลเริ่มสุกแล้วไว้เป็น
๒๑
พรรษาหลังได้ คือไปเข้าพรรษาเอา
วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๔ แล้วไปออก
พรรษาในวันเพ็ญเดือน ๑๒ แทน
ในระหว่างเข้าพรรษา พระภิกษุ
ย่อมผูกใจว่าจะอยู่ประจำเสนาสนะวัด
ใดวัดหนึ่งตลอดเวลา ๓ เดือนโดย
ไม่ไปค้างคืนที่อื่นเลย ยกเว้นในกรณี
ที่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ ก็มีข้อยกเว้น
ยอมให้ไปทำธุระครั้งละไม่เกิน ๗ วัน
เช่นในกรณีที่โยมบิดามารดา หรือเพื่อน
ภิกษุป่วยไข้ก็ให้ไปเพื่อรักษาพยาบาลได้
อย่างนี้เป็นต้น
ผลดีของการหยุดพักจำพรรษา
หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่สะดวก และ
และบริขารอันจำเป็นสำหรับการออก ของพระภิกษุนี้ นอกจากจะสามารถ
จีวรกาล คือเวลาเตรียมตัวแสวงหาจีวร
จาริกสั่งสอนชาวบ้านต่อไป
กรกฎาคม ๒๕๓๖ กัลยาณมิตร ๔๙