ข้อความต้นฉบับในหน้า
พอตกเย็นราว ๔-๕ โมง จึงจะนำศพไปฝัง
“โอ้โฮ! กว่าจะฝังก็เล่นเอาเย็นเลยคะ
ทำไมไม่ตั้งแต่เช้าให้เสร็จเร็วๆ ก่อนแดดจัดล่ะ
คะน้า”
“ชาวม้งฝังศพตอนเย็นจะลักขณ์ เพราะ
เขาเชื่อว่าถ้าฝังในตอนเช้า ผีคนตายจะกลับ
มารบกวนคนที่บ้าน แต่ถ้าฝังตอนเย็น ผู้ตาย
จะเดินทางไปตามทางของตนเหมือนตะวันตก
ดิน จะไม่วกกลับมารบกวนทางบ้านอีก”
“เข้าใจดีแล้วใช่มั้ยลักษณ์” พี่นิภาพูด
พลางหลิ่วตาล้อฉัน ฉันทำเฉยไม่โต้ตอบ เพราะ
2. น้าน้อยกำลังอธิบาย
“ในขบวนแห่ศพ จะมีหมอผี หมอแคน
ต้องวิ่งโดยไม่ต้องเหลียวกลับด้วย”
“เออ...นั่นซิ พวกเราคิดว่าอย่างไรคะ ช่วย
ออกความเห็นซิ ครูก็ลืมถามพ่อหลวงเสียด้วยซิ
เอ้า! พวกเราช่วยกันคิดหน่อยค่ะ”
ในรถเงียบไป ต่างครุ่นคิด ยังหาคำตอบ
ไม่ได้ เงียบกันไปสักครู่ก็ได้ยินเสียงประวิตร
“อาจารย์ครับ ผมคิดว่าเพราะศพนอน
หงาย ฟังเสียงเป่าแคนเพลิน พอเสียงแคนหยุด
อาจเหลือบตามองข้างๆ รอบตัว ก็พอเห็นได้
จริงมั้ยครับ แต่มองใต้ตัวไม่ได้ต้องคว่ำหน้าลง
เขาเลยคิดว่าควรลอดโลงดีกว่า คนตายจะได้
ไม่เห็นเวลาหนีไป แล้วที่ต้องวิ่งก็เพราะพอพ้น
รัศมีโลง คนตายก็อาจจะเหลือบเห็นคนเป่าแคน
และญาติพี่น้องในวงศ์ตระกูลเดียวกันกับผู้ตาย ว่าหนีกลับ ฉะนั้นต้องวิ่งครับ”
เดินตามศพ ในการแห่ศพไปฝัง หมอแคนจะ “อือ เป็นความคิดที่เข้าท่านะคะ ครูเห็น
เป็นผู้เป่าแคนเดินนำหน้าขบวน หมอผีจะทำ
พิธีขับไล่ผี และชี้ทางไปสู่สวรรค์ให้แก่ผู้ตาย
หมอแคนเป่าแคนเพลงศพนำไปข้างหน้า พ้น
จากหมู่บ้านของผู้ตายไปสัก ๑-๒ กิโลเมตร ก็
จะหยุดเป่า แล้วหันหลังกลับเดินลอดหีบศพวิ่ง
กลับบ้าน”
“ทำไมต้องลอดหีบศพด้วยล่ะคะ” เสียง
ลูกแก้วถาม
ด้วยค่ะ”
ถาม
“แล้วที่ห้ามเหลียวกลับมาล่ะคะ” ลูกแก้ว
“ประวิตรคิดว่ายังไง”
“อือ เป็นคำถามที่น่าสงสัยเชียวล่ะ”
น้าน้อยช่วยเสริม แล้วถามว่า
“คราวนี้ ประวิตรจะตอบยังไงดีคะ”
“อ๋อ ถ้าวิ่งไปแล้วเหลียวมาข้างหลัง ก็
“นั่นซิครับ ทำไมต้องลอดด้วย แล้วยัง อาจสะดุดหกล้ม ถ้าผีเห็นก็ไล่ตามไม่ทันซิครับ”
เมษายน ๒๕๓๘
กัลยาณมิตร
๘๑