ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความมั่นคงและสันติภาพ ในเบื้องต้นของการดำเนินการ
เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น สหประชาชาติจะเป็นเวทีกลางให้
ประเทศคู่กรณีนำข้อพิพาทขึ้นอภิปราย เพื่อเจรจาหาข้อยุติ
และหาหนทางแก้ไข หากความพยายามในเบื้องต้นไม่
ประสบผลสำเร็จ สหประชาชาติก็จะเป็นเวทีกลางให้
ประชาคมระหว่างประเทศใช้แสดงทัศนะและเรียกร้องให้
ประเทศคู่พิพาทหยุดความขัดแย้งนั้น ไม่ให้ขยายตัวออกไป
จนควบคุมไม่ได้ เช่น เรียกร้องไม่ให้ส่งอาวุธให้ประเทศคู่พิพาท
ประณามการใช้อาวุธ และความรุนแรงในการแก้ปัญหา
การแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวหากไม่ประสบผลสำเร็จ
ก็เป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการที่สหประชาชาติจำเป็นต้องใช้
มาตรการขั้นสุดท้าย ดำเนินการผ่านคณะมนตรีความมั่นคง
จัดส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังบริเวณที่มีการขัดแย้ง
เกิดขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อที่ ๒
ที่ว่าด้วยหลักความมั่นคงร่วมกันคือให้ประเทศสมาชิกรวม
กำลังเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงร่วมกัน และ
ได้กำหนดวิธีการที่ใช้ระงับหรือปราบปรามการคุกคามต่อ
สันติภาพ การละเมิดต่อสันติภาพ และการกระทำอันเป็น
การรุกราน ซึ่งวิธีในขั้นสุดท้ายนี้จะให้สมาชิกใช้กำลังทหาร
ของประเทศสมาชิกร่วมกันดำเนินการได้ด้วย เช่น
เหตุการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซีย เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์การสร้างสันติภาพที่
ผ่านมานั้น แม้ว่าสหประชาชาติจะสามารถแก้ไขปัญหาได้
ในระดับหนึ่งก็ตาม แต่วิธีการนี้ไม่สามารถสร้างสันติภาพ
ที่แท้จริงให้แก่โลกได้เลย เพราะได้มาด้วยการต่อสู้ที่ใช้
มาตรการรุนแรงเพื่อยุติปัญหา จึงเป็นสันติภาพที่เกิดขึ้น
จากการบังคับ ต้องใช้กำลังอาวุธจำนวนมาก และทุ่มเททุก
วิถีทางจนกระทั่งประเทศคู่สงครามถึงกับหมดเนื้อหมดตัว
หรือไม่ก็หมดโอกาสที่จะต่อสู้กันอีก ซึ่งส่งผลให้ประเทศนั้นๆ
ได้รับความบอบช้ำทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สภาพบ้านเรือน
เสียหาย สภาพจิตใจของประชาชนเต็มไปด้วยความทุกข์
สิ้นหวัง เจ็บช้ำ นี่คือผลจากการสร้างสันติภาพที่
สหประชาชาติเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งประวัติศาสตร์โลกได้
บันทึกไว้ตลอด ปีที่ผ่านมา
๑๐๐
ครั้นต่อมาเมื่อยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง การแข่ง
ขันกันทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ การสั่งสมความพร้อมในการ
ต่อสู้ลดลงไป การแสวงหาแนวทางใหม่ในการสร้าง
สันติภาพที่ถาวรให้แก่โลก กลายมาเป็นประเด็นสำคัญ
ผู้นำของโลกฝ่ายที่รักสันติเชื่อว่า การสร้างสันติภาพอัน
ถาวรให้เกิดขึ้นในโลก จำต้องปลูกฝังวัฒนธรรมเพื่อ
สันติภาพเข้าไปในจิตใจของชาวโลก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
เพื่อให้มีแนวความคิด ความเชื่อ การกระทำ เป็นไปตาม
วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ อันจะทำให้เขาเป็นพลเมืองโลก
ที่รักสันติภาพ มีความรักความปรารถนาดีต่อพี่น้องร่วมโลก
จากความเพียรพยายามแสวงหาวิธีสร้างสันติภาพ
ในแนวทางใหม่ ทำให้สหประชาชาติเกิดแนวความเชื่อขึ้น
มาว่า จะต้องสร้างสันติภาพด้วยสันติวิธี โดยผ่านทาง
วัฒนธรรม ซึ่งก็คือที่มาของวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ (Culture
of Peace) ดังนั้น สหประชาชาติจึงประกาศให้ปี ค.ศ. 2000
เป็นปีสากลแห่งวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ (2000
ดวงส่องสว่างอาบโดมสีทองอร่ามของมหาเจดีย์ ที่ได้รับการออกแบบอย่างสมัยใหม่ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของจักรวาล และยัง
เป็นที่สามารถใช้สอยประโยชน์ได้ด้วย
ดิฉันขอให้ทุกคนมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงในปีใหม่และในสหัสวรรษใหม่นี้
งานนี้เป็นงานเฉลิมฉลองวาระขึ้นปีใหม่ที่สนุกสนานกับผู้คนที่มีความสุขในจิตใจ ในที่ๆ มีสภาวแวดล้อมของการเฉลิม
ฉลองที่งดงาม ไม่เพียงแต่แสงไฟจากโคมบนลานมหาธรรมกายเจดีย์เท่านั้นที่ส่องสว่างในค่ำคืนนี้ แต่แสงสว่างจากสันติสุขภายในใจ
ของทุกคนก็ส่องสว่างด้วย และยังมีแสงสว่างจากการแสดงดอกไม้ไฟที่งดงามเป็นพิเศษอีก ดูเหมือนแสงไฟเหล่านี้เบ่งบานออกมาพร้อมๆ
กัน และดิฉันเองก็ไม่คิดว่าจะมีรูปแบบงานเฉลิมฉลองปีใหม่ ทศวรรษใหม่ ศตวรรษใหม่ และสหัสวรรษใหม่ด้วยวิธีไหน
ที่ดีไปกว่าการได้มาร่วมฉลองปีใหม่กับชาวไทยที่จิตใจเต็มไปด้วยความรัก ณ ที่นี่ ขอขอบคุณมาก เป็นงานปีใหม่ที่สนุกมากอย่างแท้จริง
และขอสวัสดีปีใหม่กับทุกคน
ดร. พอล แทรฟฟอร์ด
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเดอร์บี้ ประเทศอังกฤษ
และกรรมการที่ปรึกษาองค์กรศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างศาสนาสากล
กรุงออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ
:
กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ | ๔๓