ข้อความต้นฉบับในหน้า
นี่หวงหยางทูลตอบว่า “เพราะพระองค์ทรงถาม
หม่อมฉันว่าใครที่มีความสามารถเหมาะสมจะดำรง
ตำแหน่งนายอำเภอ ไม่ได้ทรงถามว่าใครเป็นศัตรูของข้า
พระองค์ พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้ว กษัตริย์ผงกงจึงทรงส่งเซี่ยหูไป
ดำรงตำแหน่งนายอำเภอหนานหยาง ซึ่งต่อมาเซียหูก็
ทำการปกครองได้ดี ราษฎรต่างพากันชมเชยเป็นอันมาก
อยู่มาวันหนึ่ง กษัตริย์ฝั่งกงก็ตรัสถามนี่หวงหยาง
ถึงข้อราชการอีกว่า “เวลานี้
ตำแหน่งตุลาการของ
ราชสำนักยังขาดอยู่ ท่าน
เห็นว่าใครเหมาะสมที่จะมา
รับตำแหน่งนี้"
“ฉีหวู่เหมาะสมกับ
ตำแหน่งนี้ พ่ะย่ะค่ะ” นี่หวง
หยางกล่าวโดยไม่ลังเลอีก
เช่นเคย
เรื่อง “ไม่คำนึงว่าเป็นญาติหรือศัตรู” นั้น จึงเป็น
ตัวอย่างที่ดีของการทำงานอย่างยิ่ง เพราะในการใช้คนนั้น
ต้องคำนึงถึงเรื่องคุณธรรมความสามารถเป็นหลัก การ
ทำงานต่างๆ จึงจะประสบความสำเร็จ
คนที่สามารถแยกแยะได้ระหว่างเรื่องส่วนตัวกับ
เรื่องส่วนรวมเช่นนี้ นับวันจะหายากลงไปทุกที เพราะ
ลักษณะนิสัยเช่นนี้ เป็นลักษณะของคนจริง ไม่คิดอิจฉา
ริษยาใครที่ได้ดิบได้ดีกว่าตน และเป็นผู้ที่จะทำงานใหญ่ได้
สำเร็จ เพราะเขาจะไม่ใช้อำนาจ
หน้าที่ของส่วนรวมมาแก้แค้น
เรื่องส่วนตัวเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้
ทำให้การบริหารงานของเขาย่อม
ผ่านการวินิจฉัยไปด้วยความถูก
ต้องยุติธรรม ไม่เบียดเบียนใคร
เพราะเขาไม่ได้บริหารงานโดยใช้
ความถูกใจมาตัดสินใจ ทำให้
ผลลัพธ์ที่ได้จึงเกิดประโยชน์ต่อ
ส่วนรวมอย่างเต็มที่
การจะสร้างลักษณะนิสัยนี้ขึ้นมาในตัวได้นั้น มี
ความจำเป็นอย่างยิ่งที่ตัวเราจะต้องฝึกการตัดสินใจโดยใช้
แต่กษัตริย์ผิงกงกลับทรงประหลาดพระทัยยิ่งนัก
จึงตรัสถามต่อไปอีกว่า “ฉีหวู่เป็นลูกชายของท่านไม่ใช่หรือ
ท่านเสนอชื่อลูกชายตัวเองขึ้นมารับตำแหน่งอย่างนี้ ไม่กลัว
คนอื่นจะนินทาให้เสียหายลับหลังหรือ
“เหตุผลของข้าพระองค์คือ พระองค์ทรงถามว่า
ใครสมควรจะรับตำแหน่งตุลาการ มิได้ถามว่าใครเป็นบุตร
ชายของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้กราบทูลเสนอชื่อนี้หวู่
ให้มาดำรงตำแหน่งนี้ พ่ะย่ะค่ะ” นี่หวงหยางกราบทูลอย่าง
ตรงไปตรงมา
ครั้นเมื่อหวู่ดำรงตำแหน่งตุลาการของราชสำนักแล้ว
ก็ดำเนินหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตัดสินว่าความ
ต่างๆ ด้วยความเที่ยงธรรม ขจัดความชั่วร้ายต่างๆ จน
เป็นที่ยกย่องสรรเสริญไปทั่ว
การทำราชการแผ่นดินของฉีหวงหยางอย่างไม่
คำนึงว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตหรือว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ
ตนเองนั้น ได้เป็นเยี่ยงอย่างของความเที่ยงตรง เห็นแก่
ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว จึงได้เล่า
ขานมาถึงปัจจุบัน
๑๐๐ กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓
ความถูกต้องตามหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่า
ใช้อารมณ์หรือความถูกใจของตนเองเป็นตัวตัดสิน ซึ่งการ
ตัดสินโดยหลักธรรมบ่อยๆ นั้น จะทำให้เรามีศักยภาพใน
การวินิจฉัยเรื่องราวต่างๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างถูก
ต้องเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียงเพราะรัก ไม่ลำเอียงเพราะโกรธ
ไม่ลำเอียงเพราะกลัว และไม่ลำเอียงเพราะขาดการวินิจฉัย
ครั้นเมื่อต้องมาบริหารงานที่สำคัญ ถึงคราวที่เลือกคนมาใช้
งาน เราก็จะเลือกคนเป็น รู้จักมอบหมายงานตามความ
สามารถของเขาเป็นหลัก ไม่ใช้ความเป็นคนใกล้ชิดชอบพอ
กันเป็นตัวตัดสิน เมื่อนั้นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่
ตนเองและส่วนรวมย่อมเกิดขึ้นอย่างเต็มที่แน่นอน