ข้อความต้นฉบับในหน้า
ที่เป็นโลกียะ ยังถูกกิเลสอย่างละเอียดในส่วนโลกิยะครอบงำ
ปรุงแต่งอยู่ จึงรู้เห็นได้เฉพาะโลกิยธรรมเท่านั้น ไม่สามารถ
รู้เห็นโลกุตรธรรม จึงมิได้ชื่อว่า ธรรมกาย
ส่วนปัญญาจักษุ ในการรู้เห็นธรรมของพระตถาคตเจ้า
ผู้ทรงพระนามว่า ธรรมกาย นั้น เกิดจากสมาธิภาวนามย
ญาณอันเป็นโลกุตระจึงรู้เห็นธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงได้
ดังคราวเริ่มแรกแห่งการตรัสรู้ใหม่ พระองค์ทรงนั่งขัดสมาธิ
บัลลังก์เดียว มนสิการปฏิจจสมุปบาทแล้วทรงเปล่งอุทาน
ในเวลานั้นว่า (วินย.มหาปฐมภาค ๔/๑/๒)
"เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียร
เพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น
ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ ดังนี้เป็น
ต้น ฯ”
ก็เพราะเหตุที่ธรรมทั้งหลายที่พระองค์ได้ตรัสรู้มีสภาพ
ละเอียด เห็นได้ยาก ไม่ได้ด้วยการนึกคิดเอา(แบบวิญญาณ
รู้เพราะอาศัยอายตนะของกายมนุษย์กายทิพย์) หรือรู้ด้วย
ญาณของพวกกายพรหม กายอรูปพรหม แต่รู้ได้เฉพาะ
ด้วยโลกุตรญาณของธรรมกาย พระองค์จึงเกิดความปริวิตก
ดังที่ตรัสไว้ในพรหมยาจนกถา (วินย.มหาปฐมภาค ๔/๒/๑๒)
ว่า
“ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นคุณลึก เห็นได้ยาก รู้
ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต ไม่หยั่งลงสู่ความนึกคิด
ละเอียด เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง...อันหมู่สัตว์ผู้เริงรมย์
ด้วยอาลัย(กามคุณ ๕) ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัย เห็นได้
ยาก ดังนี้เป็นต้น” จนเป็นเหตุให้มีพระทัยน้อมไปเพื่อความ
เป็นผู้ขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม ดังมี
ปรากฏในอนัจฉริยคาถา (วินย.มหาปฐมภาค ๔/๒/๑๒) ว่า
“บัดนี้ เรายังไม่ควรจะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว
“คิด” ที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในที่นี้ ท่านจึงมิได้หมาย
เอาความคิดอย่างปุถุชนเป็นต้นดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้
เพราะเหตุไร ? เพราะพระองค์มิใช่ปุถุชน แต่ทรงเป็นอริย
ชนชั้นยอด เพราะตรัสรู้ธรรมด้วยธรรมกาย ทรงเป็น
ธรรมภูต คือเป็นธรรมเป็นๆ เอง ไม่ใช่เป็นธรรมตายที่อยู่
ในตำรา ทรงเป็นธรรมสามี คือเจ้าของแห่งธรรม ไม่ต้อง
ทรงค้นคว้าเอาจากตำรา หรือจากการฟังการสอบถามจาก
ผู้อื่นเป็นต้น ดังนั้น ธรรมทั้งปวง มิใช่แต่เฉพาะพระ
ไตรปิฎกเท่านั้น ย่อมปรากฏแก่พระองค์ ผู้ตรัสรู้แล้ว มีธรรม
ปรากฏแล้วตั้งแต่คราวแรกแห่งการตรัสรู้ เมื่อทรงพระ
ประสงค์ธรรมอันใด ธรรมนั้นๆ ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่
พระองค์ด้วยพระญาณพลันทีเดียว ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน
ตัวฎกสูตร (ขุ.มหานิ ๒๙/๓๒๐/๑๖๙)ว่า
“พระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็น
ไปในธรรมทั้งสิ้น ธรรมทั้งปวง เนื่องด้วยความนึก เนื่องด้วย
ความจำนงหวัง เนื่องด้วยการทำไว้ในใจ เนื่องด้วยการ
กระดิกจิต (จิตตุบาท) แห่งพระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสรู้แล้ว
พระญาณของพระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปใน
สัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย
จริต อธิมุติ แห่งสัตว์ทั้งปวง ย่อมทรงทราบซึ่งเหล่าสัตว์ผู้
มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักขุ มีกิเลสชุลีมากในญาณจักขุ มี
อินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม ผู้
ควรแนะนำได้โดยง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก เป็นภัพพสัตว์
เป็นอภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก หมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปใน
ภายในพระพุทธญาณ ดังนี้เป็นต้น
ฉะนั้น เมื่อมีผู้มาทูลถามปัญหา พระองค์จึงทรง
สามารถพยากรณ์ปัญหา (ตอบ) ได้ทันที โดยไม่ต้องรอไป
โดยยาก เพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะครอบงำ ค้นคว้าธรรมในที่อื่น ที่มีอยู่ในตำราเป็นต้น หรือนึกคิดเอา
แล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่าย สัตว์ผู้อันราคะ
ย้อมแล้ว ถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้ว
จักไม่เห็นธรรมอันละเอียดลึกซึ้ง ยาก
ที่จะเห็น ละเอียดยิ่ง อันจะยังสัตว์ให้
ถึงธรรมที่ทวนกระแสคือนิพพานฯ”
จากข้อความที่ยกมากล่าวข้าง
ต้น จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คำว่า
ล่วงหน้า ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน
อภัยราชกุมารสูตร (ม.ม.๑๓ ) ว่า
“อภัยราชกุมารกราบทูลถาม
ว่า มีผู้แต่งปัญหามาทูลถาม พระ
ผู้มีพระภาคจะต้องทรงคิดก่อน
หรือไม่ว่า ถ้าเขาถามอย่างนี้จัก
ตรัสตอบอย่างนี้ หรือว่าเรื่องนั้น
๙๐ | กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓