ธรรมกาย วารสารกัลยาณมิตร ปี 2543 ฉบับที่ 2 หน้า 91
หน้าที่ 91 / 132

สรุปเนื้อหา

ธรรมกาย พระนามของ ตถาคต คำว่า “ธรรมกาย” ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคล วิลาสินี ภาค ๓ ฉบับมหาจุฬาฯ ข้อ ๑๑๘ หน้า ๕๐ ซึ่ง ขยายความในอัคคัญสูตร ปาฏิกวรรคว่า ตตฺถ “ธมฺมกาโย อิติปีติ กสฺมา ตถาคโต “ธมฺมกาโย วุตฺโต, ตถาคโต หิ เตปิฎก พุทธวจน หทเยน จินเตตวา วาจาย อภินีหริ, เป็นสุส กาโย ธมฺมมยตฺตา ธัมโมว, อิติ ธมฺโม กาโย อสสาติ ธมฺมกาโย ธมฺมกายตฺตาเอว พฺรหฺมกาโย, ธมฺโม หิ เสฎฐเจน พรหมาติ วุจฺจติ ธมฺมภูโตติ ธมฺมสภาโว ธมฺมภูตตตาเอว พรหมภูโต แปลว่า : คำว่า ธมฺมกาโย อิติปี ความว่า เพราะเหตุไร พระตถาคตจึงได้รับขนานนามว่า ธรรมกาย, เพราะพระ ตถาคตทรงคิดพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัย แล้ว ทรงนำออกแสดงด้วยพระวาจา, ด้วยเหตุนั้น พระ วรกายของพระผู้มีพระภาคจึงจัดเป็นธรรมแท้ เพราะสำเร็จ ด้วยธรรม, พระธรรมเป็นกายข

หัวข้อประเด็น

- ธรรมกาย

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ธรรมกาย พระนามของ ตถาคต คำว่า “ธรรมกาย” ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคล วิลาสินี ภาค ๓ ฉบับมหาจุฬาฯ ข้อ ๑๑๘ หน้า ๕๐ ซึ่ง ขยายความในอัคคัญสูตร ปาฏิกวรรคว่า ตตฺถ “ธมฺมกาโย อิติปีติ กสฺมา ตถาคโต “ธมฺมกาโย วุตฺโต, ตถาคโต หิ เตปิฎก พุทธวจน หทเยน จินเตตวา วาจาย อภินีหริ, เป็นสุส กาโย ธมฺมมยตฺตา ธัมโมว, อิติ ธมฺโม กาโย อสสาติ ธมฺมกาโย ธมฺมกายตฺตาเอว พฺรหฺมกาโย, ธมฺโม หิ เสฎฐเจน พรหมาติ วุจฺจติ ธมฺมภูโตติ ธมฺมสภาโว ธมฺมภูตตตาเอว พรหมภูโต แปลว่า : คำว่า ธมฺมกาโย อิติปี ความว่า เพราะเหตุไร พระตถาคตจึงได้รับขนานนามว่า ธรรมกาย, เพราะพระ ตถาคตทรงคิดพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัย แล้ว ทรงนำออกแสดงด้วยพระวาจา, ด้วยเหตุนั้น พระ วรกายของพระผู้มีพระภาคจึงจัดเป็นธรรมแท้ เพราะสำเร็จ ด้วยธรรม, พระธรรมเป็นกายของพระผู้มีพระภาคนั้นดัง พรรณนามานี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่า ธรรมกาย ชื่อว่า พรหมกาย เพราะมีธรรมเป็นกายนั่นเอง แท้จริง พระธรรมท่านเรียกว่า พรหม เพราะเป็นของประเสริฐ บทว่า ธมฺมภูโต ได้แก่สภาวธรรม ชื่อว่า พรหมภูต เพราะเป็นผู้เกิดจากพระธรรมนั่นเ เนเอง. ขยายความ : ในอรรถกถาแห่งพระสูตรนี้ พระอรรถกถาจารย์ ได้ตั้งเป็นคำถามว่า เพราะเหตุไร? พระตถาคตจึงได้ทรง ขนานพระนามของพระองค์เองทีเดียวว่า ธรรมกาย (อัน เกิดด้วยคุณธรรมวิเศษนิรมิต มิต้องให้ผู้ใดตั้งให้), แล้วจึง ได้กล่าวแก้เองว่า เพราะพระองค์ทรง คิด พระพุทธพจน์คือ พระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้ว จึงทรงแสดงธรรมด้วยพระ วาจา เป็นต้น ในความตอนนี้ผู้เขียนจะได้ประมวลความ จากพระสูตรอื่นและจากครูธรรมกายมาขยายความต่อไป ธรรมดา ความรู้ธรรมของปุถุชน ทั้งมนุษย์และ เทวดา)ย่อมเกิดจากอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก อริยภูมิย์ ชาโต ภควโต ปุตโต, อุเร วสิตวา มุขโต นึกขนฺตธมฺมโฆสวเสน มคอลเลส ปติฏฐิตตฺตา โอรโส มุขโต ชาโต, อริยธมฺมโต ชาติตตา อริยธมฺเมน 5 นิมมิตตตา ธมฺมโช ธมฺมนิมุมิโต, นวโลกุตตรธมมทายซูช อรหัตติ ธมมทายาโท ที่ กสส เหตุติ ยเทต์ “ภควโตมหิ ปุตโต "ติ วาว่า "ธมฺมโช ธมฺมนิมุมิโต ติ วัตต์, ที่ กสมาติ เจ. อิทานิสส อตฺถิ พลเสนโต ตถาคตสด เบตนติ อาทิมาน, ตตฺถ “ธมฺมกาโย อิติปิติ เสมา ตถาคโต “ธมฺมกาโม ต วุฒิโต, ตถาคโต หิ เตปิฎก พุทธวจน หาเยน จินเตตวา วาจาย อภินทร เต้นสน กาโย ธมฺมมยตตา ธัมโมว, อิติ ธมฺโม กาโย อสสาติ ธมฺมกาโ ธัมมกายคตาเอว พรหมทาโย, ธมฺโม หิ เสฎฐเซน พรหมา จ ธมฺมภูโตติ ธมมสภาโว, ธมมทูตตตาเอว พรหมภูโต (๑๑๔) เอากาวทา ภควา เสฎฐจเฉทกวาท ทัสเสตวา อิทาน รูปเรนปี นเยน เสฎฐ จเฉทกวาทเมว ทะเล โหติ โข โส วาเสฏฐา สมโชติ อาทิมาน, ตอน สวฏวิวภูฏกถา พรหมขาเล วิตถาริตาว, อิตถ ของกายมนุษย์หรือกายทิพย์กระทบกัน อาศัยวิญญาณ จึง เกิดความรู้แจ้งรวมลงที่ใจ เมื่อเกิดการปรุงแต่งขึ้น จึงเรียก ว่า “คิด” แต่เนื่องจากเป็นผู้มีจิตไม่มั่นคง (ไม่มีสมาธิ) เพราะถูกมลทินคือกิเลสครอบงำาเอา ความรู้ที่ได้จากการคิด จึงเป็นเพียง วิญญาณรู้ มิใช่รู้ด้วยญาณ ปัญญาก็ย่อมไม่บริบูรณ์ จึงหารู้พระสัทธรรมไม่ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในคาถา ธรรมบท (๒๕/๑๓/๑๙) ว่า "ปัญญา ย่อมไม่บริบูรณ์ แก่ผู้มีจิตไม่มั่นคง ผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม มีความเลื่อมใสเลื่อนลอย 9 และในคาถาธรรมบท (๒๕/๓๕/๖๕)ว่า ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ไม่มีสมาธิ) ดังนี้เป็นต้น เมื่อมีเพียงปัญญาที่ได้จากการนึกคิดธรรมะด้วย วิญญาณรู้ของกายมนุษย์และกายทิพย์เท่านั้น ไม่มีปัญญา รู้เห็นธรรมที่เกิดจากสมาธิภาวนามยญาณ และเมื่อท่านผู้มี มลทินเหล่านั้นนำธรรมะที่ได้จากการคิดมาแสดงแก่ผู้อื่น จึงผิดมากกว่าถูก เพราะเป็นของไม่บริสุทธิ์ ดังที่ท้าว สหัมบดีพรหมได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ ทรงแสดงธรรมที่ท่านกล่าวไว้ในพรหมยาจนกถา (วินย.มหาปฐมภาค ๔/๘/๑๓)ว่า “ธรรมที่คนมีมลทินทั้งหลายคิดแล้ว ไม่บริสุทธิ์ได้ ปรากฏ ในแคว้นมคธมาก่อนแล้ว ขอพระองค์ได้ โปรดทรงเปิดประตูแห่งอมตธรรมนี้ ดังนี้เป็นต้นฯ” อนึ่ง แม้ปัญญาในการรู้เห็นธรรมที่เกิดจากสมาธิ ภาวนามยญาณของท่านผู้ได้โลกียฌานก็ดี (ทั้งมนุษย์และ เทวดา) ของพวกกายพรหม กายอรูปพรหมผู้มิได้เป็นพระ อริยเจ้าก็ดี ก็ยังอยู่ในวงจำกัด ท่านเหล่านั้นอาศัยอายตนะ กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ | ๔๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More