ข้อความต้นฉบับในหน้า
ได้ชี้แจงไว้หลายประเด็น ผมก็พยายามทำความเข้าใจแต่ก็ยัง
ติดใจอยู่ดีแหละครับว่า เราหาจุดตรงกลางและตกลงทำให้ดีๆ
ไม่ได้เชียวหรือ ผมว่าการประนีประนอมให้ถ่ายทำในประเทศ
ไทยด้วยเงื่อนไขพิเศษที่ทีมงานเขารับได้น่าจะเป็นผลดีกว่าที่
เราจะผลักไปให้พ้นประเทศไปเสีย เพราะอย่างไรภาพยนตร์
เรื่องนี้คงต้องทำ และคำว่าระบบอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ
บันเทิงแล้ว ผู้ผลิตย่อมต้องคำนึงถึงคุณภาพและความถูกต้อง
เพราะมันคือชื่อเสียง เม็ดเงิน และความต้องการของผู้
บริโภคอยู่แล้ว อีกอย่างที่ดูเหมือนว่าเราจะเสียเปรียบ ก็ตรง
เจ้าของลิขสิทธิ์ของเรื่องคือ แหม่มแอนนา ซึ่งจะทำอีกกี่ครั้ง
กี่หนเราจะห้ามเขาได้อย่างไรกันครับ
ทำไมผมถึงอยากนักหนาสำหรับการถ่ายทำและฉาย
ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแพร่ในไทย ผมถือว่าการที่โอกาสที่เรา
จะประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมไทยสู่นานาประเทศ โดยมีทีม
งานมืออาชีพอย่างบริษัททำหนังฮอลลีวู้ด ซึ่งถือว่าเป็นที่รู้จัก
ทั่วโลกมายื่นขอเสนอและผลิตให้โดยไม่เสียงบประมาณนั้น
เป็นสิ่งที่เราควรรับไว้ หรืออาจเป็นเพราะว่า การเข้าใจรู้ซึ้ง
ถึงคุณค่าของวัฒนธรรมในเชิงเนื้อหาและการต้องการ
เผยแพร่นั้นยังขาดการเอาใจใส่ของผู้รับผิดชอบโดยตรง ผม
เองยังไม่กล้าสรุปครับ แต่ขอเสนอข้อคิดไว้เพื่อพิจารณา ผม
อ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อ “สู่กระบวนทัศน์ใหม่” โดย
ตร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ เขาถ่ายทอดไว้น่าสนใจครับ
สืบทอดคุณธรรมและความรู้ คุณค่าของสามก๊กเองก็ตาม
ไม่ใช่อยู่ที่ความสละสลวยของภาษา แต่อยู่ที่เนื้อหาทางยุทธวิธี
อย่างไรก็ตามที โอกาสของการจะถ่ายทอดวัฒนธรรมดีๆ
หรือเนื้อแท้ของพระอัจฉริยภาพในองค์พระมหากษัตริย์ไทย
ได้ผ่านไปวาระหนึ่งแล้ว หลังจากที่ทีมงานเขาลงทุนไปหลาย
ร้อยล้าน เพื่อสร้างฉากที่ประเทศมาเลย์เซียและผลิต
ภาพยนตร์เรื่องนี้สำเร็จพร้อมทั้งเผยแพร่ไปหลายประเทศ
ยกเว้นประเทศไทย ซึ่งเรื่องราวและเหตุการณ์ที่มีเนื้อหา
เกี่ยวกับประเทศไทยโดยตรง
ยังหรอกครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่ถึงกับทำให้
วัฒนธรรมไทยของเราเสื่อมลงอย่างเห็นทันตา เพราะเท่าที่
ทราบมีคนไทยไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ที่อเมริกา ก็ได้รับคำ
ชมและสร้างกระแสคิดถึงเมืองไทยมาในระดับหนึ่งในแง่ของผู้
ที่เคยเกี่ยวข้องหรือเคยอยู่เมืองไทย ยังไม่ถึงกับต้องด่าทอผู้
สร้างที่ว่าหยามคนไทย หมิ่นเบื้องสูงตามที่คณะกรรมการผู้
เกี่ยวข้องลงความเห็น แต่ผมฝากไว้นิดหนึ่งเถอะครับ อะไรที่
ไม่มีการเผยแพร่รณรงค์ไว้ แม้จะเป็นของดี สักวันก็ต้องจาง
หายหรือเปลี่ยนแปลงไปแน่ ถ้าเป็นอย่างนี้คุณค่าของ
วัฒนธรรมเชิงเนื้อหาของเราจะเหลืออะไรล่ะครับ
การที่คณะกรรมการพิจารณามีอำนาจหน้าที่
รับผิดชอบโดยตรง และเป็นการทำงานระดับประเทศ ระดับ
โลกอย่างนี้ ผมเชื่อครับว่าท่านตระหนักและพิจารณาอย่างดี
เกี่ยวกับการถ่ายทอดวัฒนธรรมหรือการเข้าถึงคุณค่าของ ที่สุดแล้ว และเชื่อว่าหากเราจำต้องตัดสินพิจารณาทำเข้าจริงๆ
วัฒนธรรมเชิงเนื้อหา โดย ดร.เทียนชัย ให้ทัศนะสำหรับการ
รณรงค์วัฒนธรรมในด้านของรูปแบบ และความงดงามของ
ไทยเราในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงเพื่อชักชวนให้คนต่างชาติมา
เที่ยวเมืองไทย แต่ไม่ได้มีการนำเสนอคุณค่าของวัฒนธรรม
ไทยในเชิงเนื้อหา หรือคุณค่าในทางภูมิปัญญามากนัก มี
หลายชาติครับที่เข้าใจคุณค่าแห่งวัฒนธรรมเป็นอย่างดี
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือชนชาติจีนที่มีการพัฒนาที่ยาวนานและ
เข้าใจความสำคัญของวัฒนธรรมและการสืบทอดวัฒนธรรม
อย่างดี
คงไม่แปลกใจอะไรที่ทุกวันนี้คนจีนยังอ่านสามก๊ก หรือ
เรายังได้ดูภาพยนตร์จีนเรื่องสามก๊ก และเปาบุ้นจิ้นกันทาง
โทรทัศน์ ซึ่งนั่นก็คือการสืบทอดวัฒนธรรมแบบหนึ่งจากคน
จีนรุ่นเก่าสู่คนจีนในปัจจุบันโดยผ่านการสร้างภาพยนตร์เหล่านี้
วรรณกรรมเรื่องเปาบุ้นจิ้น คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ
การแสดงและความงดงามแห่งบทประพันธ์ หากอยู่ที่การ
คงต้องยึดหลักคำสอนเรื่องการทำงานของพระพุทธองค์ที่ว่า
“นิสสมุม กรณ์ เสยโย” คือ ใคร่ครวญดูก่อน แล้วจึงลงมือทำ
เราต้องรู้ก่อนแล้วจึงทำ จะไม่ทำอะไรลงไปแล้วจึงค่อยรู้ซึ่ง
อาจเข้าลักษณะรู้เมื่อสาย เช่น สอบตกแล้วจึงรู้ว่าเกโรงเรียน
ไม่ดี ตับแข็งแล้วรู้ตัวว่ากินเหล้ามากไป หมดตัวแล้วจึงรู้ว่า
ไม่ควรเล่นการพนัน หรือที่สุดแล้วก็คือตกนรกแล้วจึงรู้ว่า
แม้ความชั่วเล็กน้อยไม่ควรกระทำเลย
โปรดระมัดระวังกันหน่อยนะครับ การที่หยุดกับที่ไม่
ก้าวเดิน ไม่รณรงค์คุณงามความดีที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้ให้
ผมเกรงว่าสักวันต้องถึงจุดเสื่อมสลายเป็นแน่ เมื่อรู้แล้ว
ใคร่ครวญแล้ว อะไรเป็นสิ่งดีทำเถอะนะครับ อะไรที่ไม่ดีก็ไม่
ทำหรือเลิกทำเสียดีกว่า อย่าให้ผลจากการกระทำกลายมา
เป็นความรู้ที่ต้องจดจำเพราะความผิดพลาดเลยนะครับ !!!