คนที่น่าตำหนิ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2543 ฉบับที่ 4 หน้า 89
หน้าที่ 89 / 132

สรุปเนื้อหา

ใจแคบ คิดเอาแต่ได้ จึงไม่น่าคบหาสมาคมด้วย ไม่น่า อยู่กินด้วย เพราะป่วยการเปล่าเมื่อคบกันหรืออยู่กินด้วยกัน เขายอมมาคบกับเราเพราะหวังประโยชน์จากเราเท่านั้น เวลาเรามีทุกข์ เขาก็จะหนีหน้า ท่านว่าเหมือนนกกาที่บิน มาจับต้นโพธิ์ต้นไทรเวลาที่มีผลดกเท่านั้น เมื่อหมดผลแล้ว ก็บินจากไปหมด และคนเช่นนี้ท่านว่า แม้จะยกแผ่นดินให้ ทั้งหมดก็ไม่อาจทำให้เขาพอใจได้เลย ท่านว่าในหมู่มนุษย์นั้น มีบุคคลที่หาได้ยากและ เป็นได้ยากอยู่ ๒ ประเภท คือ บุพการี ผู้ที่ทำความดีแก่ผู้อื่น ก่อนโดยไม่หวังตอบแทน ทำด้วยน้ำใจเมตตา เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นต้น กับ กตัญญูกตเวที ผู้ที่รู้สำนึกในบุญคุณ ของบุพการีนั้นๆ ว่าเคยทำเคยให้อะไรแก่ตนมาแล้วหา โอกาสตอบแทนบุญคุณของท่าน เช่น ลูกที่รู้สำนึกในบุญ คุณของพ่อแม่แล้วตอบแทนบุญคุณท่าน เป

หัวข้อประเด็น

- คนที่น่าตำหนิ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ใจแคบ คิดเอาแต่ได้ จึงไม่น่าคบหาสมาคมด้วย ไม่น่า อยู่กินด้วย เพราะป่วยการเปล่าเมื่อคบกันหรืออยู่กินด้วยกัน เขายอมมาคบกับเราเพราะหวังประโยชน์จากเราเท่านั้น เวลาเรามีทุกข์ เขาก็จะหนีหน้า ท่านว่าเหมือนนกกาที่บิน มาจับต้นโพธิ์ต้นไทรเวลาที่มีผลดกเท่านั้น เมื่อหมดผลแล้ว ก็บินจากไปหมด และคนเช่นนี้ท่านว่า แม้จะยกแผ่นดินให้ ทั้งหมดก็ไม่อาจทำให้เขาพอใจได้เลย ท่านว่าในหมู่มนุษย์นั้น มีบุคคลที่หาได้ยากและ เป็นได้ยากอยู่ ๒ ประเภท คือ บุพการี ผู้ที่ทำความดีแก่ผู้อื่น ก่อนโดยไม่หวังตอบแทน ทำด้วยน้ำใจเมตตา เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นต้น กับ กตัญญูกตเวที ผู้ที่รู้สำนึกในบุญคุณ ของบุพการีนั้นๆ ว่าเคยทำเคยให้อะไรแก่ตนมาแล้วหา โอกาสตอบแทนบุญคุณของท่าน เช่น ลูกที่รู้สำนึกในบุญ คุณของพ่อแม่แล้วตอบแทนบุญคุณท่าน เป็นต้น คนที่เป็น บุพการีชื่อว่าหาได้ยาก เพราะคนเราส่วนใหญ่ถูกครอบงำ ด้วยโลภะ ความตระหนี่ ความเสียดาย ความเห็นแก่ตัว จึง ไม่อยากช่วยเหลือเกื้อกูลใคร เมื่อใครทำได้จึงชื่อว่าเป็นผู้ หาได้ยาก ส่วนกตัญญูกตเวทีชื่อว่าหาได้ยากเพราะคนส่วน ใหญ่ถูกครอบงำด้วยอวิชชา ทำให้มืดมน ไม่รู้ดีรู้ชอบ ไม่ เห็นบุญคุณของใคร ไม่คิดที่จะตอบแทนบุญคุณใคร คนที่ สามารถรู้และตอบแทนบุญคุณคนอื่นได้จึงชื่อว่าหาได้ยาก จะเป็นคนหาดีในตัวไม่ได้เลย คนสองประเภทนี้เป็นบุคคลที่น่ายกย่องน่านับถืออย่างแท้จริง ตรงกันข้าม ยังมีบุคคลอยู่ ๓ ประเภท ที่น่าตำหนิ ไม่น่ายกย่องด้วยประการทั้งปวง คือ ๑. คนที่ไม่รู้สำนึกในบุญคุณของใคร คือ คนที่ขาด ความกตัญญูหรือคนอกตัญญูนั่นเองคนเช่นนี้จะไม่ยอมรับรู้ บุญคุณหรือความดีของใครแม้แต่บุญคุณของพ่อของแม่ตน ๒. คนที่ไม่เคยทำความดีแก่ใคร คือ คนที่ขาด ความเป็นบุพการีนั่นเอง คนเช่นนี้มักเป็นคนใจแคบ ไม่นิยมสงเคราะห์อนุเคราะห์ใคร ต้องการอยู่แบบตัว ใครตัวมัน มุ่งเฉพาะเรื่องของตัว ๓. คนที่ไม่ตอบแทนบุญคุณที่เขาเคยทำไว้คือ คนที่ขาดความกตเวทีนั่นเอง คนเช่นนี้แม้จะรู้ว่าใคร เคยมีบุญคุณแก่ตน ก็มักจะเพิกเฉยเสีย ทำเป็นไม่รู้ หรือหลีกเลี่ยงที่จะตอบแทนคุณเขา คนสามประเภทนี้ท่านว่า เป็นคนน่าตำหนิ และน่ารังเกียจ จัดอยู่ในประเภทคนเห็นแก่ตัว คน เกิดมาแล้วเป็นคนยากจน เป็นคนโง่ไม่ฉลาด เป็น คนต่ำต้อยด้อยวาสนา หรือเป็นคนไม่หล่อไม่สวยเหมือนคน อื่น ก็ไม่ใช่เป็นเหตุให้น่าตำหนิอะไร ขออย่าเป็นคน อกตัญญูไม่รู้สำนึกในบุญคุณของใครหรือเป็นคนใจแคบไม่ เคยช่วยเหลือใคร หรือเป็นคนไม่เคยตอบแทนบุญคุณใครก็ แล้วกัน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ก็สมควรที่จะถูกตำหนิและ เกิดมาแล้วเป็นคนยากจน เป็นคนโง่ไม่ฉลาด เป็นคนต่ำต้อยด้อยวาสนา หรือเป็นคนไม่ หล่อไม่สวยเหมือนคนอื่น ก็ไม่ใช่เป็นเหตุให้น่าตำหนิอะไร ขออย่าเป็นคนอกตัญญูไม่รู้ สํานึกในบุญคุณของใครหรือเป็นคนใจแคบไม่เคยช่วยเหลือใคร หรือเป็นคนไม่เคย ตอบแทนบุญคุณใครก็แล้วกัน กัลยาณมิตร เมษายน ๒๕๕๓ ๘๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More