ข้อความต้นฉบับในหน้า
เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ จึงมีรอยพระพุทธบาท
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๕ พระองค์ กำเนิดขึ้นเป็น
พระพุทธบาทสี่รอย
เมื่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราประทับรอย
พระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๓
พระองค์นั้นแล้วก็ทรงอธิษฐานว่า เมื่อตถาคตปรินิพพานไป
เสร็จแล้วทรงนำบริวารของตนกลับเมืองเชียงใหม่ ครอง
ราชสมบัติตราบสิ้นอายุขัยแล้ว กษัตริย์ในรุ่นต่อมาได้เจริญ
ตามรอยของพระองค์เสด็จขึ้นมากราบพระพุทธบาทสี่รอย
ทุกๆ พระองค์
หลังจากนั้นมาพระบาทรังรุ้งหรือรังเหยี่ยวก็
เปลี่ยนชื่อเป็น “พระพุทธบาทสี่รอย” เพราะมีรอยพระพุทธ
บาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย คือ มีรอยพระพุทธบาทของ
แล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระบรมสารีริกธาตุของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงลับไปแล้วในภัทร
และตถาคต
ตถาคตมาบรรจุไว้ที่รอยพระบาทที่นี่
ปรินิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้จัก
ปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อจะได้มา
สักการะบูชา
เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว พระพุทธ
องค์ก็เสด็จไปเชตวันอารามในเมืองสาวัตถีในวันนั้น ต่อมา
เมื่อพระองค์ทรงปรินิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็อัญเชิญ
พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธ
บาทสี่รอย และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานล่วงแล้วประมาณ
๒,๐๐๐ วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการให้พระพุทธบาทสี่
กัปนี้ คือ รอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากกุสันธะ
รอยแรกเป็นรอยใหญ่ ยาว ๑๒ ศอก รอยพระพุทธบาท
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 6 ยาว 4
ศอก รอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ
เป็นรอยที่ ๓ ยาว ๗ ศอก รอยพระพุทธบาทของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าโคตมะ (ศาสนาปัจจุบัน) เป็นรอยที่ ๔ ซึ่ง
เป็นรอยเล็กที่สุด ยาว ๔ ศอก
เมื่อมาถึงสมัยพระยาธรรมช้างเผือกผู้ครองนคร
เชียงใหม่ พระองค์ก็เสด็จพร้อมด้วยบริวาร ๕๐๐ คน ขึ้น
ไปกราบสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างวิหาร
รอยปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐาน ครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว โดยแต่เดิมถ้าใครจะดู
ไว้จึงเนรมิตเป็นรุ้งตัวใหญ่(เหยี่ยว) บินลงจากภูเขาเวภาร
บรรพตอันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้
เพื่อบินลงไปเอาลูกไก่ชาวบ้าน(คนป่า) ที่อยู่ตีนเขาเวภาร
บรรพต แล้วก็บินกลับขึ้นไปอยู่บนยอดเขา ชาวบ้านโกรธ
มากจึงตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย เมื่อติดตามไปค้นหาดู
รอยพระพุทธบาทบนยอดหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้น
ไปหรือปีนขึ้นไปดูซึ่งก็คงจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น
พระยาธรรมาช้างเผือกจึงสร้างแท่นยืนคล้ายๆ นั่งร้านรอบๆ
ก้อนหินที่มีพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างหลังคาชั่วคราว
มุงไว้ ต่อมาในสมัยพระชายาเจ้าดารารัศมีก็ได้ขึ้นไปกราบ
ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก แต่เห็นรอยพระพุทธบาทสี่รอยอยู่ที่ นมัสการพระพุทธบาทสี่รอยและได้มีพระราชศรัทธา
พื้นปกคลุมด้วยต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้น
ทำการสักการะบูชาเสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมา
ถึงหมู่บ้านก็บอกให้แก่ชาวบ้านทั้งหลายฟัง ความ
อันนั้นก็ปรากฏสืบต่อกันไป นับจากนั้นเป็นต้นมา
คนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชา แต่นั้นมา
จึงได้ชื่อว่า พระบาทรังรุ้ง รังเหยี่ยว)
ในสมัยนั้น กษัตริย์พระนามว่า พระยา
เม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบ
ข่าวจึงมีพระราชศรัทธาที่จะเสด็จขึ้นไปสักการะ
บูชาพระพุทธบาทสี่รอยจึงเสด็จพร้อมราชเทวีและ
เสนาทั้งหลาย เมื่อพระยาเม็งรายกราบนมัสการ
กัลยาณมิตร เมษายน ๒๕๔๓ ๑๐๙