ข้อความต้นฉบับในหน้า
เขาจึงมีราคาม้าทั้ง ๕๐๐ ตัวนั้น
อย่างหน้าเฉย ตาเฉยว่า มีมูลค่าเท่ากับ ข้าวสาร ๑ ทะนาน
ครั้น รวบรัดสั่งให้ชำระค่าม้า แก่เจ้าของแล้ว
ก็ให้ตอน ม้าทั้งหมดเข้าเก็บไว้ใน โรงม้าหลวงทันที
“แล้วข้าวสาร - ทะนานเล่า มี
ราคาเท่าใด”
เจ้าพนักงานที่ราคาผู้แปรพักตร์
เสียแล้วเพราะความโลภ ก็ตอบอย่าง
ฉะฉานว่า
“ข้าวสาร ๑ ทะนาน มีค่าเท่ากับ
กรุงพาราณสีทั้งภายใน และภายนอก
รวมกัน พระเจ้าข้า"
อนิจจา....กรุงพาราณสีอันโอฬาร
วัดโดยอ้อมได้ถึง ๑๒ โยชน์ ปราสาท
ราชวังล้วนงามตระการตา บัดนี้ถูกตี
ราคาให้เท่ากับข้าวสารเพียงทะนาน
เตียวเสียแล้ว
พนักงานบัณฑิตได้ช่องลบโอกาส
เหมาะ จึงแสร้งทบทวนคำถามคำตอบ
ด้วยเสียงอันดัง ให้คนอื่นในที่นั้นคิด
คามว่า
“ข้าวสาร ๑ ทะนาน มีราคาสัก
เท่าไร กรุงพาราณสีทั้งภายในภายนอก
มีราคาสักเท่าไร ได้ยินว่าข้าวสาร
ทะนานเดียว มีค่าเท่ากับม้าถึง ๕๐๐ ตัว
แล้วข้าวสารทะนานเดี๋ยวนี้ ยังมีค่าเท่ากับ
กรุงพาราณสีอีกเที่ยวหรือ....”
พวกอำมาตย์ทั้งหลายในที่นั้น
ได้ฟังแล้วก็เหลืออด แม้จะเกรงใน
พระราชอาญาแต่ก็เดือดดาลสุดระงับ
จึงเผลอสติตบมือหัวเราะ และกล่าว
เย้ยหยันออกมาว่า
“แต่ก่อนเราสำคัญว่า แผ่นดิน
และพระราชสมบัติมีค่าจนประมาณ
มิได้ มาบัดนี้กลับได้ทราบว่า ราชสมบัติ
กรุงพาราณสี อันมีพระราชาของเรา
เป็นผู้ปกครอง ใหญ่โตถึงเพียงนี้ ยัง
มีราคาเพียงเท่ากับข้าวสารทะนาน
เดียว...
เออหนอ...ปัญญาของผู้ดีราคา
คนนี้ช่างทำงามหน้าจริง ๆ ปัญญา
ของผู้ตีราคาคนก่อนไปอยู่เสียที่ไหน
ปล่อยให้คนโง่มาตีราคาพระราชาของ
เราเหลือเพียงเท่านี้”
พระเจ้าพรหมทัตทรงอดพระทัย
ยิ่งนัก รับสั่งให้ปลดเจ้าพนักงานผู้นั้น
และขับไล่ออกไปจากพระราชวังทันที
แล้วทรงแต่งตั้งอำมาตย์บัณฑิตให้เป็น
เจ้าพนักงานตีราคาตามเดิม มาทั้ง
๕๐๐ ตัว ก็ได้รับการตีราคาใหม่อย่าง
ยุติธรรม
พระบรมศาสดาทรงสรุปในตอน
ท้ายว่า ชายชาวบ้านนอกผู้นั้นได้มา
เกิดเป็นพระอุทายี ส่วนเจ้าพนักงาน
ผู้เป็นบัณฑิตได้มาเป็นพระสัมมาสัม
พุทธเจ้าเอง
คนโลภ ชอบเอาเปรียบคน
อื่นอยู่ร่ำไป แม้จะสั่งสมบุญ
จนได้เกิดใหม่ในภพภูมิเพศ
ภาวะที่อยู่ในธรรม เศษเวรก
ยังติดตามไปเป็นอุปนิสัยอย่าง
ไม่ลดละ บุคคลผู้ไม่ประมาท
จึงควรหมั่นขัดเกลาความประ
พฤติ นิสัย ที่ไม่ดีออกไปให้
หมดโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ
kalyanamitra.org