ข้อความต้นฉบับในหน้า
ธนิยะจึงกล่าวต่อไปว่า “นกชนิดนี้เมื่อ
ปล่อยไปแล้วกลับมาสู่เรืออีก แสดงว่า
มันหายังไม่พบ ถ้าไม่กลับมาสู่เรืออีก
แสดงว่ามันหาฝั่งพบแล้ว มันก็บินไป
เกาะอยู่ในที่ต่าง ๆ ตามปรารถนา
ของมันต่อไป สิ่งทั้งปวงในโลกนี้มีอยู่
เป็นอันมากที่อยู่นอกเหนือความสังเกต
ของสามัญชน สัตว์บางชนิดอาจมีตา
หู จมูก ลิ้น กายอันว่องไวกว่ามนุษย์
เพราะความจำเป็นในการดำรงอยู่
แห่งชีวิต และพืชพันธุ์ของมัน เช่นสัตว์
บางเหล่าอาจเห็นได้ชัดเจนในเวลา
กลางคืน บางเหล่ามีหูไว จมูกไว้เป็น
พิเศษ บางเหล่าเหินไปได้ในอากาศ
ด้วยปีก บางเหล่าอยู่ในน้ำได้โดยไม่
จมน้ำตาย และบางเหล่าฝังตัวอยู่ได้
ในดินไม่อึดอัด มองโดยส่วนหนึ่งอาจ
เห็นว่ามันสามารถกว่ามนุษย์ แต่ถ้า
มองทางจิตใจแล้วจะประจักษ์ว่าสัตว์
เหล่านี้เคยเป็นอยู่กันมาอย่างไรใน
พัน ๆ ปีก่อน ในปัจจุบันก็คงเป็นอยู่
อย่างนั้น เพราะเหตุนี้ มนุษย์ซึ่งเป็นผู้
เจริญกว่าทางจิตใจจึงสามารถจับวัว
ควาย ช้าง ม้า อันเป็นสัตว์ใหญ่โต
แข็งแรงมาใช้งานได้ดังประสงค์ แม้ใน
หมู่มนุษย์ด้วยกัน ผู้ที่จะนับว่าดีเลว
กว่ากันนั้น ก็มีความเจริญแห่งจิตใจ
สูงต่ำกว่ากันเป็นเหตุสำคัญ
“ในหมู่คนเราก็มีการดูหมิ่น
เหยียดหยามกันประหนึ่งสัตว์ เช่นคน
ผู้เกิดในวรรณะศูทร จะเข้าใกล้ใคร
ไม่ได้ ต้องแยกอยู่กันเป็นหมู่ เวลาเดิน
ไปไหนก็ต้องหลีกทางให้ผู้มีวรรณะ
สูงกว่าในระยะห่าง เจ้าคงรู้จักคน
พวกนี้แต่คงไม่เคยเห็นหมู่บ้านของเขา
ในวันพรุ่งนี้เมื่อบรรทุกสินค้าใส่เกวียน
เสร็จแล้วพ่อจะให้ติมพรุพาเจ้าไป
ม
า ๓ ตัว มีคนขับควบวิ่ง
ตามกันไปนอกประตู
เมืองราชคฤห์ เลียบธารน้ำเล็ก ๆ ตาม
แนวเขากาฬกูฏ เมื่อเลี้ยวไปทางขวา
มือก็ถึงหมู่บ้านมุงแฝกเรียงรายเป็น
แนวยาวไปตามที่ลาดแห่งเชิงผา ความ
เป็นอยู่ของชาวบ้านเหล่านี้ในกาลก่อน
ไม่ผิดอะไรกับสัตว์ คนเหล่านี้จะนุ่งห่ม
ผ้าสีดำหรือสีหม่น และโดยปกติผู้เป็น
ชายจะไม่ใช้ผ้าห่ม เมื่อได้นั่งหรือห่ม
แล้วก็ไม่มีการซักฟอกทำความสะอาด
เพราะประเพณีห้ามไว้ ต้องนั่งหรือห่ม
อย่างนั้นจนกว่าจะขาดใช้การไม่ได้
เมื่อเห็นคนที่นุ่งห่มผ้าสีอื่นอันแสดง
วรรณะสูงกว่าก็ต้องหลีกให้ห่างอย่าง
น้อย ๑๒ ศอก จึงเป็นอันไม่ต้องกล่าว
ว่าคนเหล่านี้จะกินอาหารร่วมกับใคร
ได้ การงานประจำวันคือการรับจ้างที่
ต้องออกแรงแบกหามหรือขุดดินบ้างก็
ทำไร่ทำนา และแลกเปลี่ยนข้าวและ
ผลไม้กับเครื่องใช้ต่าง ๆ ในระหว่าง
พวกที่นุ่มห่มด้วยกัน คนเหล่านี้ไม่มี
สิทธิจะเข้าไปนมัสการในเทวสถาน
สำหรับมหาชน เพื่ออ้อนวอนบูชา
ต้องสร้างเทวสถานมุงแฝกของตน
ขึ้นเองตามมีตามเกิด ความรู้สึกซึ้ง
สั่งสอนตกทอดกันมาแต่ปางก่อน คือ
พวกตนเป็นชาติต่ำช้า จะเข้าใกล้คน
๗๒
kalyanamitra.org