ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทำเหอะ กินได้ทั้งนั้นแหละ ยุ่งจริง ๆ”
แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว มันเป็น
ความตื้นตันใจอย่างไม่เคยคิดมาก่อน
ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกรักท่านมากขึ้น
มาอีกเยอะทีเดียว ถึงแม้บางครั้งท่าน
จะรู้จี้จุกจิกกับข้าพเจ้ามาก แต่ตอนนี้
ข้าพเจ้าตระหนักดีแล้วว่าท่านทำไปด้วย
ความหวังดี ทั้งคุณพ่อก็ดี เมื่ออยู่ห่าง
ท่าน ต้องช่วยตัวเองทุกอย่าง ละทิ้ง
ความสะดวกสบายทุกอย่าง มันทำให้
ข้าพเจ้าซาบซึ้ง ประทับใจอะไรหลาย ๆ
อย่าง และที่สำคัญ ทำให้ข้าพเจ้าได้
คิดว่า ชีวิตของข้าพเจ้าจะหาผู้มีพระคุณ
สูงยิ่งเท่ากับคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้า
แล้วไม่มี
วันบรรพชา
-พฤษภาคม ๒๕๒๔
ที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าเคยบรรพชา
เป็นสามเณรมาก่อนแล้วที่วัดทุ่งสมอ
จ.กาญจนบุรี ครั้งนั้น ข้าพเจ้าบวชอยู่
๑๕ วัน ไม่ได้มีการเตรียมตัวเตรียมใจ
พร้อมที่จะบวชเหมือนในครั้งนี้ แต่ถึง
อย่างไร มันก็เกิดความประทับใจกัน
คนละอย่าง ซึ่งข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึง
ความรู้สึกความประทับใจแต่เฉพาะวัน
บรรพชาที่วัดเบญจมบพิตรฯของเหล่า
สามเณรธรรมทายาทรุ่น ๑๓
ง
คืนวันก่อนบวช ข้าพเจ้ามีความ
ตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะได้ซ้อมมาถึง
ครั้งแล้ว จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรมาก
นัก พอถึงเช้าวันบรรพชา ข้าพเจ้าตื่น
ก่อนเวลาเคาะระฆัง คือที่ ๒.๔๕ รู้สึก
กระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ จัดแจงอาบน้ำ
ให้สะอาดหมดจด แล้วก็ทำใจให้ใสนิ่ง
ทุกอย่างเป็นไปตามโปรแกรม พอเวียน
ใจของข้าพเจ้า
รู้สึกพองโต
ดวงนิมิตที่นึกได้
ก็ใสสว่าง
เลือดในกายฉีดแรง
แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง
และแล้ว
ก็ถึงคิวของข้าพเจ้า
ประทักษิณ ๓ รอบแล้วก็เข้าอุโบสถ
กราบพระประธาน ก็ถึงช่วงที่ข้าพเจ้า
รอคอย ตอนนี้ใจของข้าพเจ้าไม่เป็น
สมาธิ รู้สึกตื่นเต้นและประหม่าเมื่อ
เดินมายืนอยู่ตรงหน้าคุณพ่อคุณแม่
และญาติพี่น้อง ตอนก้มกราบ ข้าพเจ้า
เหลือบมองเห็นหน้าคุณแม่ท่านทำตา
แดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ ยิ่งทำให้ข้าพเจ้า
ปีติตื่นเต้นและประหม่าอย่างมาก คำ
กล่าวขอขมาที่คิดว่าท่องมาเป็นอย่างดี
กลับกล่าวตะกุกตะกัก มือที่พนมก็
สั่น ข้าพเจ้าหลับตาไม่มองญาติพี่น้อง
อีกเลยจนเดินออกจากวิหารคต
ต่อมาก็ถึงพิธีกล่าวขอบรรพชา
ซึ่งข้าพเจ้าก็กล่าวได้อย่างสบาย ๆ ไม่
ค่อยตื่นเต้นเหมือนเมื่อตอนกล่าวขอ
ขมากับคุณพ่อคุณแม่และญาติพี่น้อง
จากนั้นพระอุปัชฌาย์ท่านก็คล้องอังสะ
ให้แล้วก็มาครองผ้า ซึ่งตอนนี้ข้าพเจ้า
* เรียกผ้าที่พระภิกษุสามเณรใช้น้อยเฉวียงบ่าก่อน
ห่มจีวร
รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อสละ
ผ้านุ่งนาแล้วมาห่มจีวร ข้าพเจ้ากล่าว
คำขอศีลได้อย่างมั่นใจ จากนั้นมานั่ง
รอในวิหารคต ใจของข้าพเจ้ารู้สึกมัน
จะฟูคับเต็มอก เมื่อก้าวออกจากประตู
พระวิหาร สายตาของสาธุชนรวมทั้ง
แฟลตจากกล้องถ่ายรูปกำลังจับจ้อง
มายังข้าพเจ้าและเพื่อนสามเณรธรรม
ทายาท ข้าพเจ้าพยายามเดินอย่าง
สำรวมที่สุด ดูเหมือนกับว่าตอนนี้
ข้าพเจ้ากำลังจะถูกบังคับโดยผ้าเหลือง
และสาธุชนที่มีจิตศรัทธาให้ประพฤติ
เป็นเยี่ยงอย่างสมณะที่ดี แต่นั่นก็คือ
สิ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจที่สุด
วันแรกที่ออกบิณฑบาต
- พฤษภาคม ๒๕๒๔
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากบรรพชา
แล้ว ก็มีการออกบิณฑบาต ดูเหมือน
ว่าจะไม่มีอะไรยุ่งยาก แต่พอเอาเข้า
จริง ๆ แล้ว มันวุ่นวายไปหมด ตั้งแต่การ
ห่มดอง ซึ่งตอนนุ่มข้าพเจ้าเห็นหลวงพี่
ท่านสอนห่มให้ ดูก็ไม่มีอะไรยาก ต่อพอ
มาลองห่มดูกับเพื่อนสามเณร ๒ รูป
ช่วยกันห่ม ยังห่มไม่ได้ดี ดูมันพะรุงพะรัง
รุ่มร่ามยังไงชอบกล ห่มแล้วก็ห่มอีก
มันก็ยังเหมือนเดิม แล้วข้าพเจ้าก็ออก
บิณฑบาตด้วยชุดห่มที่ไม่ค่อยกระชับ
สวยงามเท่าไหร่ ในใจก็คิดว่าอีกสัก
๒ ๓ วันก็คงจะห่มชำนาญขึ้น ข้าพเจ้า
ยอมรับว่าการห่มจีวรของพระภิกษุเป็น
ศิลปะที่ประณีตละเอียดอ่อน ผู้ที่จะห่ม
ให้ได้สวยงามจะต้องเป็นคนที่มีความ
พิถีพิถันและประณีตเป็นพิเศษ ต่อ
จากนั้นก็เริ่มเดินออกบิณฑบาตโดย
แยกเป็น ๕ สาย ข้าพเจ้าอยู่สาย ๒
kalyanamitra.org