ข้อความต้นฉบับในหน้า
แม้จับชายสังฆาฏิ ก็ไม่ชื่อว่า
อยู่ใกล้ เพราะผู้นั้นไม่เห็นธรรม
เมื่อไม่เห็นธรรม เธอจึงชื่อว่า
ไม่เห็นธรรมกาย
0
น่ามาจาก พระสูตรและอรรถกถา
แปล ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เล่มที่ ๑
ภาคที่ ๔ ติกนิบาต วรรคที่ ๕ ข้อ ๒๗๒
หน้า ๕๘๑-๕๔๕ ของมหามกุฎราช
วิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ภิกษุ
จับชายสังฆาฏิแล้ว จึงเป็นผู้ติดตาม
ไปข้างหลัง ๆ เดินไปตามรอยเท้าของ
เราอยู่ไซร้ แต่ภิกษุนั้นเป็นผู้มีอภิชฌา
เป็นปกติ (ความอยากได้ของของผู้อื่น)
มีความกำหนัดแรงกล้าในกามทั้งหลาย
มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจชั่วร้าย
มีสติหลงลืม ไม่รู้สึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น
มีจิตหมุนไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์
โดยที่แท้ ภิกษุนั้นอยู่ห่างไกลเราที่เดียว
และเราก็อยู่ห่างไกลภิกษุนั้น ข้อนั้น
เพราะเหตุไร? เพราะภิกษุนั้นย่อมไม่
เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรมย่อมเชื่อว่า
ไม่เห็นเรา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ภิกษุ
นั้นจึงอยู่ในที่ประมาณ ๑๐๐ โยชน์ไซร้
แต่ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีอภิชฌา ไม่มี
ความกำหนัดอันแรงกล้าในกามทั้งหลาย
ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีความดำริแห่ง
ใจชั่วร้าย มีสติมั่น รู้สึกตัว มีจิตตั้งมั่น
มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว สำรวม
อินทรีย์ โดยที่แท้ ภิกษุนั้นอยู่ใกล้ชิด
เราที่เดียว และเราก็อยู่ใกล้ชิดภิกษุ
นั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะภิกษุ
นั้นย่อมเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรมย่อม
ชื่อว่าเห็นเรา
บุคคลผู้มักมาก มีความคับแค้น
ยังเป็นไปตามตัณหา กับความเร่าร้อน
ไม่ได้ แม้หากว่าพึงเป็นผู้ติดตามพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หาความหวั่นไหว
มิได้ ผู้ดับความเร่าร้อนได้แล้วไซร้
บุคคลนั้นผู้กำหนัดยินดี ชื่อว่าพึงเห็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากความ
กำหนัดยินดีเพียงในที่ไกลเท่านั้น ส่วน
บุคคลใดเป็นบัณฑิต ธรรมด้วยปัญญา
เป็นเครื่องธรรมอันยิ่ง เป็นผู้หาความ
หวั่นไหวมิได้ สงบระงับเปรียบเหมือน
ห้วงน้ำที่ไม่มีลมฉะนั้น บุคคลนั้นผู้
หาความหวั่นไหวมิได้ ทั้งดับความ
เร่าร้อนได้แล้ว ผู้ไม่กำหนัดยินดี ชื่อ
ว่าพึงเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หา
ความหวั่นไหวมิได้ ทั้งดับความเร่าร้อน
ได้แล้ว ปราศจากความกำหนัดยินดี
ในที่ใกล้แท้.
จบสังฆาฏิสูตรที่ ๓
อรรถกถาสังฆาฏิสูตร
ในสังฆาฏิสูตรที่ ๓ พึงทราบ
วินิจฉัยต่อไป.
บทว่า สงฆาฏิกณเณ ได้แก่ ที่
ชายจีวร. บทว่า เหตุว่า ความว่า
เกาะ
บทว่า อนุพนฺโธ อสฺส ความว่า
จึงติดตามไป มีพุทธาธิบายว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูป ในพระ
ธรรมวินัยนี้ เป็นเสมือนใช้มือของตน
เกาะชายสุคตมหาจีวร
ที่เราตถาคต
ห่มแล้ว ติดตามเราตถาคตไป คือเป็น
ผู้อยู่ใกล้ชิดเราตถาคตอย่างนี้
- บทว่า ปาเท ปาท นิกข์ปนโต
ความว่า ทอดเท้าของตนลงที่รอยเท้า
ของเราตถาคต ผู้กำลังเดินไป คือใน
ที่ ๆ เราตถาคตวางเท้าลง ถัดจากการ
ยกเท้าขึ้นแล้ว ด้วยคำทั้ง ๒ นี้ พระผู้
มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ผิว่า เธอ
จะไม่ละทิ้ง (ห่างเหิน) ที่ยืน ที่เดิน
(ของเราตถาคต) อยู่ใกล้เราตถาคต
ตลอดทุกเวลาไซร้
บทว่า โส อารกาว มยุห์ อหญจ
ตสฺส ความว่า ภิกษุนั้นเมื่อไม่บำเพ็ญ
ปฏิปทาที่เราตถาคตกล่าวแล้วให้บริบูรณ์
ก็ชื่อว่า เป็นผู้อยู่ไกลเราตถาคตที่เดียว
เราตถาคต ก็ชื่อว่า อยู่ไกลเธอเหมือน
กัน ด้วยคำนี้พระองค์ทรงแสดงว่า
การเห็นพระตถาคตเจ้า ด้วยมังสจักษุ
ก็ดี การอยู่รวมกันทางรูปกายก็ดี ไม่
ใช่เหตุ (ของการอยู่ใกล้) แต่การเห็น
ด้วยญาณจักษุเท่านั้น และการรวม
กันด้วยธรรมกายต่างหาก เป็นประมาณ
(ในเรื่องนี้), ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม
เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นเราตถาคต
ในคำว่า ธมุม น ปสฺสติ นั้น มีอธิบายว่า
โลกุตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่า ธรรม ก็
เธอไม่อาจจะเห็นโลกุตรธรรมนั้นได้
ด้วยจิตที่ถูกอภิชฌาเป็นต้นประทุษร้าย
เพราะไม่เห็นธรรมนั้น เธอจึงชื่อว่า
ไม่เห็นธรรมกาย สมจริงตามที่พระผู้
มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนวักกลิ
kalyanamitra.org
๓๗