ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตอนนั้นอาตมาขี้เมาอยู่แล้ว ในกลุ่มของท่านก็กินเหล้ากันสนุก อาตมาก็เรียกมาทั้งกลุ่มประมาณ
สัก ๒๐ กว่าคนได้ พอมาถึง หลวงพ่อก็รินเหล้าแจกคนละแก้ว ๆ ให้กิน ก็ถูกใจทุกคน แต่มาถึง
หลวงพ่อธัมมชโยเข้า ท่านบอก
“ขอบคุณครับ ผมไม่กิน”
ตอนนั้นกำลังตึง ๆ อยู่
“ทำไม!” ฮันแน่ เอาเรื่อง
“ผมถือศีลครับ” ได้ยินคำนี้หลังเย็นวาบเลย เพราะเมื่อก่อนหน้านั้น ก่อนจะเข้า
มหาวิทยาลัย อาตมาก็เป็นคนอยู่ในศีลดี แต่ว่ายิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเซ่อ พอเข้ามหาวิทยาลัย
แล้วไปติดอบายมุขในมหาวิทยาลัยนี่เอง เพราะอย่างที่บอกไว้ หลักสูตรการศึกษาขณะนี้
ไม่ใช่คุณธรรมนำหน้า วิชาการตามหลัง แต่เป็นว่าวิชาการนำหน้า คุณธรรมไปหาเอาเอง
ก็เลยมาติดอบายมุขตอนอยู่มหาวิทยาลัยนี่เอง
พอท่านพูดอย่างนี้ หลังเย็นวาบเลย เออ...เราก่อนหน้าก็ถือศีลนะ แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย
ศีลขาดกระจุย แต่ถึงอย่างนั้นด้วยฤทธิ์สุรา ยังหันไปตะคอกเลย
“อ๋อ..... มาถือศีลตอนที่มาเจอหน้าที่นี่ใช่ไหม เมื่อก่อนคงไม่ได้ถือนะสิ” กวาดตา
หาเรื่องเข้ามาเชียว เพื่อน ๆ ของท่านก็เลยรีบเข้ามาออกรับ จริงครับพี่ แต่ไหนแต่ไรเขาไม่
กินเหล้าหรอก เออ... งั้นแล้วไป คืนนั้นเลี้ยงเหล้าน้องทั้งคืน แต่ว่าไม่สนุกเสียแล้ว เพราะฝังใจ
ลึก ๆ อยู่ข้างในว่า ผมถือศีลครับ เช้าขึ้นมาสร่างเมา นั่งรถตระเวนหาท่านตั้งแต่เช้าเลย
จะตามหาตัวท่านให้ได้ เพราะเมื่อคืนลืมถามว่าชื่ออะไร ไปตามหาพรรคพวกท่านจนพบ
และถามว่า ไอ้คนที่ไม่กินเหล้าเมื่อคืน ใส่แว่น รูปร่างอย่างนั้น ๆ ชื่ออะไร กว่าจะหาตัวกันพบ
ก็กลางคืน เพราะว่ากว่าจะถามได้รู้เรื่องว่าเป็นใคร ก็บ่ายสองโมงเข้าไปแล้ว แล้วท่านออกจาก
มหาวิทยาลัยไปฝึกสมาธิกับ คุณยาย (อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง) ตั้งแต่บ่าย กว่าจะกลับ
ก็สามทุ่ม ต้องไปรอพบกันตอนสามทุ่ม
ยกเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม ต้องการยกขึ้นมาให้เห็นว่า คนที่มีศีล แต่มีพลังเงียบ ๆ มีอยู่
เป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ คนที่มโนธรรมยังมีอยู่ แต่ว่าถูกพวกมากลากไปนะ มีอยู่เยอะเหมือนกัน
พอถูกกระตุ้น มโนธรรมเกิด เขาพร้อมจะมารักษาศีลกับเรา อาตมาถูกหลวงพ่อธัมมชโย
มากระตุ้นให้มโนธรรมเกิด ถึงได้เข้าวัด แล้วก็ไม่ต้องพูดกันมาก เลิกได้เอง นี่เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ตัวของเรานี่แหละ ถ้าต้องการจะให้วงการ
ของครูดีขึ้นแล้วละก็ อย่าเพิ่งไปจับผิดคนโน้นคนนี้ว่าไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ลอง
สำรวจตัวเองดีกว่าว่าเรามีข้อบกพร่องอะไรแก้เสียให้หมด แล้วจะเป็นที่รักที่เกรงใจ
วันหลังพูดอะไรเขาก็จะยอมรับฟัง
ภาษีสังคมกับฝีมือของเรา
ถาม พวกภาษีสังคม เช่น ค่าจัดเลี้ยงเจ้านาย ค่าของขวัญ เลี้ยงรับ เลี้ยงส่ง วันเกิด
ผู้บังคับบัญชา ช่วยงานศพ งานแต่งงาน ฯลฯ เจอภาษีอย่างนี้เราจะทำอย่างไรดีคะ
ตอบ เวลาทำงาน ถามตัวเองก่อนว่า เราจะทำงานเพื่องานหรือจะทำเพื่อเอาใจ
ใคร ถ้าทำงานเพื่องานแล้ว ก็ไม่ต้องไปตามประจบคนโน้นคนนี้ เพราะฉะนั้น ค่าเลี้ยงเจ้านาย
ก็ดี ค่าของขวัญวันเกิดผู้ใหญ่ก็ดี สิ่งเหล่านี้เมื่อถึงเวลา เราก็ให้ตามกำลังของเรา ถ้าฝีมือ
การทำงานของเราดีเสียอย่างเดียว ใครก็กลั่นแกล้งเราไม่ได้
ราย
RADO
๗๘ กัลยาณมิตร
Kalyanamitra.org