ข้อความต้นฉบับในหน้า
บ่นอุบอิบข้ามเดือนข้ามปี คุณปานไหมเจอ
สภาพอย่างนาบ้างไหมคะ”
“ไม่ค่ะ ส่วนใหญ่ดิฉันอยู่กับคนไข้ ทุก
คนเป็นกังวลด้วยเรื่องสุขภาพ การที่ดิฉัน
ไปวัดมีธรรมะมาเล่าช่วยปลอบใจคนไข้และ
ญาติของเขาได้มาก หลายคนหายป่วยแล้ว
ยังโทรศัพท์มาพูดคุยติดต่อกับดิฉัน”
“เหมือนตอนที่นาป่วยใช่ไหมคะ แต่เรา
โชคดีกว่าที่ได้ตัวคุณปานไหมกับตาปุยมาอยู่
ด้วย นะคะคุณพ่อ”
“เป็นเพราะว่าเราเคยทำบุญร่วมกันมา”
พ่อพูดด้วยความมั่นใจ
“มีอะไรจะพูดหรือจ๊ะ” นรีเข้าตาปุย
ยิ้ม ๆ เมื่อเห็นแกทำท่าขยับตัวหลังจากนิ่งฟัง
มานาน
“ครับ....ปุยรักแม่ รักคุณตา คุณลุง น้านา
น้าสนธิ รักมาก ๆ เลย ถ้าปุยบวชแล้วแม่อยู่ที่นี่
นะครับ”
คำพูดกึ่งขอร้องกึ่งวิงวอนของตาปุย
ทำให้ผมและทุกคนหันไปมองคุณปานไหม
เป็นจุดเดียวกัน
“นะคะ อยากไปไหนก็ไปถึงเวลาก็กลับ
ถือว่านี่คือบ้าน” นบีบมือเธอพลางเขย่ารอ
ค่าตอบ
“ขอบพระคุณค่ะ” เธอไหว้พวกเราทุกคน
“ปุยดีใจจังเลย” ตาปุยโผเข้ากอดเธอ
แน่น ผมผ่านสายตาจากใบหน้าที่หยาดด้วย
น้ำตาของนรี ไปที่สนธิ พ่อ และเลื่อนมา
หยุดลงที่เธอ... วัน เดือน ปี ที่ผ่านมาใต้ชายคา
เดียวกัน มีธรรมะเป็นเครื่องหล่อหลอม ข่ม
ความปรารถนาลงได้ แต่ใจกลับยิ่งรัก.........
สมจิตนำงานที่พิมพ์เสร็จเข้ามาส่งด้วยตัวเอง
เพื่อขออนุญาตกลับก่อนเวลา
๑๘ คนมีปัญญา...
ผมจึงขับรถตรงเข้าไปในเขตวัด เพื่อเข้าไป
กราบพระประธานในโบสถ์
ย่อมคว้าบุญไว้ก่อน พอเดินเข้าไปใกล้ประตูโบสถ์เห็นสุภาพ
บุรุษท่านหนึ่งคะเนอายุคงประมาณ ๕๐ ปีเศษ
เย็นวันศุกร์ก่อนเวลาเลิกงานเล็กน้อย พร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาคล้ายกัน
ท่าทางบอกว่าเป็นพ่อกับลูกกำลังก้าวออกมา
ผมจึงหยุดรออยู่ข้างประตู
“จะไปธุระหรือครับ” ที่ถามก็เพราะว่า
ตามปกติเธอมักจะอยู่ทำงานไปเรื่อย ๆ รอสามี
“คุณครับ ไปกราบพระสงฆ์ได้ที่ไหน
ครับ”
และลูกแวะมารับ
“ผมเข้าใจว่าหลวงพ่อท่านรองเจ้าอาวาส
“ค่ะ ดิฉันนัดเพื่อนไว้ จะไปปักกลดกัน
น่ะค่ะ"
“จะไปกับรถที่ทางวัดจัด หรือมีใคร
ขับรถไป”
“ไม่มีค่ะ เราจะไปต่อรถกันที่รังสิต”
“ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะครับ ผมจะ
ไปส่งให้ถึงวัด อยากแบ่งบุญกับพวกคุณ
บ้าง อีกอย่างอยากไปกราบหลวงพ่อด้วย”
ส่งสมจิตและคณะตรงจุดปักกลดแล้ว
“...พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงบำเพ็ญบารมีทําไม
เพื่อสร้างกำลังใจเอาไว้ปราบ
คงทำงานอยู่ที่บัณฑิตสภา ขอเวลาให้ผมกราบ
พระประธานสักครู่ เดี๋ยวออกไปด้วยกันนะ
ครับ”
วันนี้ นอกจากจะโชคดีได้กราบหลวงพ่อ
ตามที่ตั้งใจแล้ว ยังได้โอกาสฟังธรรมร่วมกับ
กลุ่มอาจารย์ประมาณ ๑๐ ท่าน ซึ่งแวะเข้ามา
กราบหลวงพ่อก่อนจะเดินทางต่อไปสัมมนา
วิชาการที่กรุงเทพฯ
เวลาผ่านไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง
หลวงพ่อได้สรุปการบรรยายธรรมครั้งนี้ลงด้วย
.......ทำครบอย่างนี้จึงจะเรียกว่าเป็นคนดี
ที่โลกต้องการ คือ ต้องไม่โง่ ไม่แสบ
ไม่แล้งน้ำใจ หากเทียบกับมงคลสูตร
ก็ตั้งแต่บทที่ ๑ เรื่อยไปถึงบทที่ ๑๘
ส่วน
มงคลที่ ๑๙ ถึงมงคลที่ ๓๘ นั้น เป็นขั้น
กิเลส...งานสร้างบารมี เป็นงาน เป็นตอนการปฏิบัติให้เป็นคนดีเหนือโลก
ปราบกิเลส ไม่ใช่งาน
ปราบมารนะ คนละเรื่องกัน
อย่าเอาไปปนกัน เรามีหน้าที่
สร้างบารมีก็สร้างไป
มารมีหน้าที่ล้างผลาญความดี
ก็ทําหน้าที่ของเขาไป”
ดีชนิดที่ว่ามุ่งหน้าปฏิบัติเพื่อปราบกิเลส
อย่างเดียว เรื่องจะมีคู่ครองมีผัวมีเมีย
ไม่พูดถึง.........
หลวงพ่อวางปากกาเขียนกระดานลง
- แล้วเดินมานั่งที่เก้าอี้
๑๐๖ กัลยาณมิตร
กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒
Kalyanamitra.org