ข้อความต้นฉบับในหน้า
กายธรรมเข้าปฐมฌาน แล้วเอาตา ที่ ๓” มาแทนที่เรียกว่า อากิญจัญ
ธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้นเพ่งดูดวง ญายตนะ (ใสยิ่งขึ้นไปอีก) ธรรมกาย
ธรรมที่ศูนย์กลางกายทิพย์เห็นเป็น นั่งอยู่บนฌานที่ ๓ นั้นแล้ว ใจธรรม
แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้น
ธรรมกายน้อมเข้าฌานที่ ๒ นั้นแล้ว
ฌานที่ ๑ ก็หายไป ฌานที่ ๒ มา
ดวงไส
แทนที่ ธรรมกายนั่นบนนั้น นี้ชื่อ
ว่าธรรมกายเข้าฌานที่ ๒ ทำนอง
เดียวกันนั้นต่อ ๆ ไปในกายรูปพรหม
กายก็น้อมไปอีกว่า ละเอียดกว่านี้มี
อีก ฌานที่ ๔ ก็บังเกิดขึ้นทันที
เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ
รู้สึกละเอียดจริง ประณีตจริง
เรียกว่าเข้าฌานที่
โดยอนุโลม
แล้วย้อนกลับจับแต่ฌานที่ 5 นั้น
9-1
ฌานที่ ๔ ก็หายไป ฌานที่ ๔ เกิดขึ้น
แทนที่ แยกว่า อากาสาแญจายตนะ
(ไสสท่า)
กายอรูปพรหม (นี่เป็นส่วนรูปฌาน)
ต่อจากนี้ไปให้ใจธรรมกายน้อมไปว่า
ละเอียดกว่านี้มี ฌานที่ ๑ ก็หายไป
ฌานที่ ๔ เกิดขึ้นแทนที่ เรียกว่า
อากาลานัญจายตนะ (ใสสว่าง) เมื่อ
ธรรมกายนั่งอยู่บนฌานที่ ๔ ดังนี้
*
แล้ว ใจธรรมกายน้อมไปว่าสะเอียด
กว่านี้มีอีก
ฌานที่ ๔ ก็หายไป
ฌานที่ 5 เข้ามาแทนที่ เรียกว่า
วิญญาณัญจายตนะ (ใสยิ่งกว่านั้น)
ธรรมกายนั่งอยู่บนฌานที่ 5 แล้วนั้น
ใจกายธรรมน้อมไปอีกว่า ละเอียด
กว่านี้แม้ ฌานที่ 5 ก็หายไป ฌาน
๑
ถอยลงมาหาฌานที่ ๓-๖-*-®-๓-๒-
๓ หน
๑ ในกายทิพย์ ทำนองเดียวกับที่
กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อถูกส่วนธรรม
กายโสดาตกศูนย์ วัดเส้นผ่าศูนย์
กลางได้ ๑๐ วา ไม่ช้าศูนย์นั้นกลับ
เป็นธรรมกาย หน้าตัก ๑๐ วา สูง
๑๐ วา มีชื่อว่าพระสกทาคามี แล้ว
ธรรมกายเช้าฌาน และพิจารณา
อริยสัจในกายรูปพรหมทำนองเดียว
กันนั้น เมื่อถูกส่วน ธรรมกายสก
ทาคาตกศูนย์ วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ได้ ๑ วา แล้วกลับเป็นธรรมกาย
หน้าตัก ๑ วา สูง ๑ วา มีชื่อ
ว่าพระอนาคามี แล้วเอาธรรมกาย
ของพระอนาคามีเข้าฌานพิจารณา
อริยสัจ ๏
ในกายอรูปพรหม เห็น
ชัดเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมา เมื่อ
ถูกส่วน ธรรมกายพระอนาคามีตก
ศูนย์ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา
แวบเดียวกลับเป็นธรรมกายหน้าตัก
กว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา นี้เป็น
พระอรหัตแล้ว
ที่ว่าธรรมกายนั้น สัณฐาน
เรียกว่าปฏิโลม ท่าดังนี้
ธรรมกายจึงคงไปอยู่บนฌานที่ ๔ ใน เป็นรูปพระพุทธปฏิมากรเกตุดอกบัว
ระหว่างเข้าฌานนั้น ตั้งแต่ ๑ ถึง ๔
นั้น ตาธรรมกายดูทุกขสัจ เห็นชัด
แล้วดูสมุทัยสัจ เห็นชัดแล้วดูนิโรธ
สัจ เห็นชัดแล้วดูมรรคสัจ เมื่อถูก
ส่วนเข้าธรรมกายตกศูนย์เป็นดวงใส
วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๕ วา ในไม่
ช้าศูนย์นั้นกลายกลับเป็นธรรมกาย
ตูม สีขาวเป็นเงาใสเหมือนกระจก
ส่องหน้า ขั้นพระโสดา ละกิเลสได้
๓ คือ ลักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สลัพ
พตปรามาส ที่ท่านละสักกายทิฏฐิ
ได้ก็โดยท่านพิจารณาเห็นชัดว่า สิ่ง
ขารร่างกายนี้เหมือนเรือนที่อาศัยอยู่
ชั่วคราว ไม่ช้าก็จะแตกจะทำลาย
หน้าตักกว้าง * วา สูง” วา นี่ ไป จะยึดถือเอาเป็นตัวเป็นตนมิได้
เป็นพระโสดาแล้ว
แลวธรรมกาย
เป็นลักแต่ธาตุทั้งหลายประสมส่วน
โสดานั้นเข้าฌาน พิจารณาอริยสัจ กันเข้า จึงเป็นรูปเป็นนาม ย่อม
กัลยาณมิตร/
๑๐ 7 มีมาคม ๒๕๓๙