การเข้าฌานและธรรมกาย วารสารกัลยาณมิตร ปี 2539 ฉบับที่ 3 หน้า 12
หน้าที่ 12 / 128

สรุปเนื้อหา

กายธรรมเข้าปฐมฌาน แล้วเอาตา ที่ ๓” มาแทนที่เรียกว่า อากิญจัญ ธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้นเพ่งดูดวง ญายตนะ (ใสยิ่งขึ้นไปอีก) ธรรมกาย ธรรมที่ศูนย์กลางกายทิพย์เห็นเป็น นั่งอยู่บนฌานที่ ๓ นั้นแล้ว ใจธรรม แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้น ธรรมกายน้อมเข้าฌานที่ ๒ นั้นแล้ว ฌานที่ ๑ ก็หายไป ฌานที่ ๒ มา ดวงไส แทนที่ ธรรมกายนั่นบนนั้น นี้ชื่อ ว่าธรรมกายเข้าฌานที่ ๒ ทำนอง เดียวกันนั้นต่อ ๆ ไปในกายรูปพรหม กายก็น้อมไปอีกว่า ละเอียดกว่านี้มี อีก ฌานที่ ๔ ก็บังเกิดขึ้นทันที เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ รู้สึกละเอียดจริง ประณีตจริง เรียกว่าเข้าฌานที่ โดยอนุโลม แล้วย้อนกลับจับแต่ฌานที่ 5 นั้น 9-1 ฌานที่ ๔ ก็หายไป ฌานที่ ๔ เกิดขึ้น แทนที่ แยกว่า อากาสาแญจายตนะ (ไสสท่า) กายอรูปพรหม (นี่เป็นส่วนรูปฌาน) ต่อจากนี้ไปให้ใจธรรมกาย

หัวข้อประเด็น

- การเข้าฌานและธรรมกาย

ข้อความต้นฉบับในหน้า

กายธรรมเข้าปฐมฌาน แล้วเอาตา ที่ ๓” มาแทนที่เรียกว่า อากิญจัญ ธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้นเพ่งดูดวง ญายตนะ (ใสยิ่งขึ้นไปอีก) ธรรมกาย ธรรมที่ศูนย์กลางกายทิพย์เห็นเป็น นั่งอยู่บนฌานที่ ๓ นั้นแล้ว ใจธรรม แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้น ธรรมกายน้อมเข้าฌานที่ ๒ นั้นแล้ว ฌานที่ ๑ ก็หายไป ฌานที่ ๒ มา ดวงไส แทนที่ ธรรมกายนั่นบนนั้น นี้ชื่อ ว่าธรรมกายเข้าฌานที่ ๒ ทำนอง เดียวกันนั้นต่อ ๆ ไปในกายรูปพรหม กายก็น้อมไปอีกว่า ละเอียดกว่านี้มี อีก ฌานที่ ๔ ก็บังเกิดขึ้นทันที เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ รู้สึกละเอียดจริง ประณีตจริง เรียกว่าเข้าฌานที่ โดยอนุโลม แล้วย้อนกลับจับแต่ฌานที่ 5 นั้น 9-1 ฌานที่ ๔ ก็หายไป ฌานที่ ๔ เกิดขึ้น แทนที่ แยกว่า อากาสาแญจายตนะ (ไสสท่า) กายอรูปพรหม (นี่เป็นส่วนรูปฌาน) ต่อจากนี้ไปให้ใจธรรมกายน้อมไปว่า ละเอียดกว่านี้มี ฌานที่ ๑ ก็หายไป ฌานที่ ๔ เกิดขึ้นแทนที่ เรียกว่า อากาลานัญจายตนะ (ใสสว่าง) เมื่อ ธรรมกายนั่งอยู่บนฌานที่ ๔ ดังนี้ * แล้ว ใจธรรมกายน้อมไปว่าสะเอียด กว่านี้มีอีก ฌานที่ ๔ ก็หายไป ฌานที่ 5 เข้ามาแทนที่ เรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ (ใสยิ่งกว่านั้น) ธรรมกายนั่งอยู่บนฌานที่ 5 แล้วนั้น ใจกายธรรมน้อมไปอีกว่า ละเอียด กว่านี้แม้ ฌานที่ 5 ก็หายไป ฌาน ๑ ถอยลงมาหาฌานที่ ๓-๖-*-®-๓-๒- ๓ หน ๑ ในกายทิพย์ ทำนองเดียวกับที่ กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อถูกส่วนธรรม กายโสดาตกศูนย์ วัดเส้นผ่าศูนย์ กลางได้ ๑๐ วา ไม่ช้าศูนย์นั้นกลับ เป็นธรรมกาย หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา มีชื่อว่าพระสกทาคามี แล้ว ธรรมกายเช้าฌาน และพิจารณา อริยสัจในกายรูปพรหมทำนองเดียว กันนั้น เมื่อถูกส่วน ธรรมกายสก ทาคาตกศูนย์ วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ได้ ๑ วา แล้วกลับเป็นธรรมกาย หน้าตัก ๑ วา สูง ๑ วา มีชื่อ ว่าพระอนาคามี แล้วเอาธรรมกาย ของพระอนาคามีเข้าฌานพิจารณา อริยสัจ ๏ ในกายอรูปพรหม เห็น ชัดเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมา เมื่อ ถูกส่วน ธรรมกายพระอนาคามีตก ศูนย์ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา แวบเดียวกลับเป็นธรรมกายหน้าตัก กว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา นี้เป็น พระอรหัตแล้ว ที่ว่าธรรมกายนั้น สัณฐาน เรียกว่าปฏิโลม ท่าดังนี้ ธรรมกายจึงคงไปอยู่บนฌานที่ ๔ ใน เป็นรูปพระพุทธปฏิมากรเกตุดอกบัว ระหว่างเข้าฌานนั้น ตั้งแต่ ๑ ถึง ๔ นั้น ตาธรรมกายดูทุกขสัจ เห็นชัด แล้วดูสมุทัยสัจ เห็นชัดแล้วดูนิโรธ สัจ เห็นชัดแล้วดูมรรคสัจ เมื่อถูก ส่วนเข้าธรรมกายตกศูนย์เป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๕ วา ในไม่ ช้าศูนย์นั้นกลายกลับเป็นธรรมกาย ตูม สีขาวเป็นเงาใสเหมือนกระจก ส่องหน้า ขั้นพระโสดา ละกิเลสได้ ๓ คือ ลักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สลัพ พตปรามาส ที่ท่านละสักกายทิฏฐิ ได้ก็โดยท่านพิจารณาเห็นชัดว่า สิ่ง ขารร่างกายนี้เหมือนเรือนที่อาศัยอยู่ ชั่วคราว ไม่ช้าก็จะแตกจะทำลาย หน้าตักกว้าง * วา สูง” วา นี่ ไป จะยึดถือเอาเป็นตัวเป็นตนมิได้ เป็นพระโสดาแล้ว แลวธรรมกาย เป็นลักแต่ธาตุทั้งหลายประสมส่วน โสดานั้นเข้าฌาน พิจารณาอริยสัจ กันเข้า จึงเป็นรูปเป็นนาม ย่อม กัลยาณมิตร/ ๑๐ 7 มีมาคม ๒๕๓๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More