ข้อความต้นฉบับในหน้า
เดียวกันแต่นั้นมา ด้วยพระมหากเณาธิคุณของยุวกษัตริย์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ
สมเด็จพระราชอบชาทรงได้เรียนรู้ที่จะรักประชาชนอย่างแท้
จริง โปรดที่จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรผู้
ยากไร้ตามต่างจังหวัดโดยรอบเขตพระนคร ทรงไต่ถาม
ทุกข์สุขการทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความสนพระทัยยิ่ง ทรง
โปรยหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวในนา พระราชทานความหวังดี
และกำลังใจแก่เกษตรกร ราษฎรสนองตอบกระแสพระ
เมตตาด้วยความจงรักภักดี ต่างมาเช่าฯ รับเสด็จหอม
ล้อมเนืองแน่น มองไปทางไหนมีแต่สีหน้าปลาบปลื้มผาลุก
สองมือพนมไหว้หมอบกราบมิยอมห่าง ทั้งสองพระองค์ได้
ทรงประจักษ์ว่า “ที่อยู่ที่แท้จริงในโลกนี้ คือการได้อยู่กลาง
ความรักความผูกพันของประชาชนชาวไทยนั้นเอง
ก่อนที่จะเสด็จฯ กลับไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิด
เซอร์แลนด์ องค์ยุวกษัตริย์ทรงปรารถนาจะพระราชทาน
ความหวังดีแก่ประชาชนชาวไทยอีกครั้ง โดยการเสด็จฯ
เยือนประเทศอังกฤษและอเมริกา เพื่อทรงทำหน้าที่เจริญ
สัมพัน&ไมตรีกับประเทศสัมพันธมิตร ปูลาดอนาคตอัน
รุ่งเรืองให้แก่เมืองไทย
สมเด็จพระราชชนนีมีพระหฤทัยชื่นนานสมความ
ปรารถนา พี่ทรงวิริยะอุดสาทะอภิบาลพระราชไอรสธิดา
มาแค่เพียงลำพังพระองค์เอง และสมเด็จพระราชโอรส
ของพระองค์ ใต้การให้คนไทยผิดหวังเลย ด่างแช่ห้อง
สรรเสริญพระนารมีของยุวกษัตริย์ของพวกเขาไปทั่ว
ดั่งสายฟ้าฟาด...กลางดวงใจ
แต่แล้วความหวังของชาวไทยพินาศลง เหมือนสาย
ฟ้าฟาดลงมากลางดวงใจ ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริดกับข่าว
ที่ว่า
“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอาบันทมหิดลเสด็จ
สวรรคตด้วยพระแสงปืน” แทบไม่มีใครเชื่อว่าเป็นความจริง
เมืองทั้งเมืองเงียบเหงาวังเวง แต่เมื่อวิทยุกระจายเสียง
ประกาศแน่ชัดว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต
แล้ว” วันนั้น...สยามเมืองยิ้มกลับมีแต่เสียงร่ำไห้ระงมทั้ง
แม่นดิน ประชาชนขวัญเสียระส่ำระส่าย เหมือนดวง
ตะวันพลันวูบดับลงตรงหน้า ท้องฟ้าครึ้มหม่นหมอง ฟ้า
อังร้องไห้ แม่นดินอังกำสรวล บรรยากาศมีสีดำๆ สีแห่ง
กัลยาณมิตร ( 0 )
ความทุกข์แม่ปกคลุมไปทั่ว
สมเด็จพระบรมราชชนนีนั้นเล่า....เพียงแทบควงพระ
หฤทัยแตกสลายตามพระปิยราชโอรสไปด้วย ในชีวิตของ
พระองค์ต้องสูญเสีย ต้องระทมทุกข์ไปกว่านี้อีกแล้วหรือ...
หน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องบันทึกเหตุการณ์
วันสวรรคต เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙ ไว้ด้วย
น้ำพระเนตร และพระสุรเสียงแสนรันทดของสมเด็จพระ
บรมราชชนนีว่า
“โธ่..ทันทลูกของแม่เล็กเอ๋ย! จงมาตายเสียกันแม่
แต่เดี๋ยวนี้เกิด....”
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน พระวรกายที่
แสนบอบบางของพระบรมราชชนนีชวนเซแทบทรงยืนไม่ไหว
สมเด็จพระราชโอรสพระองค์เล็กทรงต้องประคองไว้ตลอด
เวลา ฉลองพระองค์ขุดลีดา ยิ่งชับลีพระพักตร์ให้หมอง
ไหม้ลงไปอีก...
นี่หรือสิ่งตอบแทนที่พระองค์ทรงได้รับ หลังจากทรง
๒®
ปี
เลี้ยงดูพระราชโอรส ผู้ทรงเป็นที่รักดังดวงใจมาถึง
แผ่นดินมิต้องการพระมหากทัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมอันประ
เสริฐดอกหรือเปล่าเลยพระเจ้าข้า ปวงข้าแผ่นดินฝาก
พี่พึ่ง... ฝากความหวังทั้งมวลไว้ที่สมเด็จพระนรมราชชนนี
และสมเด็จพระราชอนุชาจนหมดสิ้น พระองค์จะทรงทน
ได้หอ พี่จะทรงยินยอมให้พระโอรสองค์สุดท้ายออกจาก
ต้อมพระทัตคู่ไปป็นของแผ่นดินลึกครั้ง แผ่นดินที่กำลัง
มีอันตรายอย่างใหญ่หลวง ถ้าเพียงแต่สมเด็จพระบรม
ราชชนนีไม่ทรงธนยอมให้พระราชโอรสองค์เล็กขึ้นเป็นพระ
มหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แล้วสิ่งใดจะเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดิน
ไทย.... เมื่อยามได้เศวตฉัตร... ไร้หลักยึดเหนี่ยวและที่พึ่งพา
ทางจิตใจ ชะตากรรมของแผ่นดินตกอยู่ในความรับผิดขอบ
ของกุ้งพระหัตถ์พระบรมราชชนนีอีกครั้งหนึ่ง
ดั่งมหาบุพการีแห่งแผ่นดิน
สมเด็จพระบรมราชชนนีผู้ประเสริฐ ดุจดั่งมหาบุพ
การแห่งแผ่นดิน แม้ในยามทุกข์โทมนัสอย่างแสนสาหัส
ก็ยังมีพระราชหฤทัยคิดถึงความอยู่รอดปลอดภัยของชาติ
บ้านเมือง ความเสียสละอย่างใหญ่หลวงจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง
ถึงอย่างไร...แม่นดินก็ต้องมีกษัตริย์ เพื่อเรียกขวัญและ
กำลังใจคืนมา ให้ประชาชนได้มั่นใจว่าแม่นดินนี้ยังมีความ
มีนาคม ๒๕๓๙