ข้อความต้นฉบับในหน้า
องค์พระตถาคตสืบไป พระองค์ตรัสมอบพระพุทธ
ศาสนาไว้อาศัยพระปริยัติธรรมฉะนี้แล้ว ก็เสด็จดับขันธา สุดแต่จะให้พระปริยัติบริบูรณ์เป็นมูลที่จะตั้งพระพุทธ
เป็นพนักงานโยมๆ จะสู้เสียสละละชีวิตบูชาพระรัตนตรัย
ปรินิพพาน
ศาสนาจงได้”
....ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงมาได้ ๒๓๐๐ ปีเศษ
พระราชาคณะทั้งปวงรับสาธุแล้วถวายพระพรว่า
แล้ว บรรดาเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งปวง ก็เกิด
“อาตมาภาพทั้งปวงมีสติปัญญาน้อยนักไม่เหมือน
การยุทธสงครามแก่กันถึงพินาศฉิบหายด้วยภัยแห่ง
ท่านแต่ก่อน แต่จะอุตส่าห์ชำระพระปริยัติธรรมสนอง
ก็นับได้ชื่อว่านวมสังคายนาครบ ๙ ครั้ง จะยังพระ
ปัจจามิตร มีผู้ร้ายเผาวัดวาอารามพระไตรปิฎกก็ พระเดชพระคุณตามสติปัญญา และสมเด็จบรมบพิตร
สาบสูญสิ้นไป จนถึงกรุงศรีอยุธยาเก่าก็ถึงแก่กาลพินาศ พระราชสมภารเจ้าทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาครั้งนี้
แตกทำลายด้วยภัยพม่าข้าศึก พระไตรปิฎกและพระ
เจดียสถานทั้งปวงก็เป็นอันตรายสาบสูญไป สมณะผู้ ปริยัติศาสนาให้ถาวรวัฒนายืนยาวไปในอนาคตสมัยสิ้น
รักษาร่ำเรียนพระไตรปิฎกนั้น ก็พลัดพรายล้มตาย
เป็นอันมาก หาผู้ใดที่จะเป็นที่พำนักป้องกันข้าศึกศัตรูมิได้
เหตุฉะนี้พระไตรปิฎกจึงมิได้บริบูรณ์ เสื่อมสูญร่วงโรย
มาจนเท่ากาลทุกวันนี้"
กาลช้านาน"
แล้วถวายพระพรลาออกมาประชุมพร้อมกัน ณ
วัดบางว้าใหญ่ จึงสมเด็จพระสังฆราชให้เลือกสรรพระ
ราชาคณะ ฐานานุกรมเปรียญอันดับที่เล่าเรียนพระ
ไตรปิฎกในเวลานั้นจัดได้พระสงฆ์ ๒๑๘ รูปกับ
ราชบัณฑิตยาจารย์ ๓๒ คน ที่จะทำการชำระ
พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว และ
สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรฯ เมื่อได้ทรง
สดับพระสงฆ์ราชาคณะถวายพระพรโดยพิสดารดังนั้น พระไตรปิฎก...
จึงดำรัสว่า
...พระสงฆ์ทั้งราชบัณฑิตประชุมกันพิจารณาดู
“ครั้งนี้ ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวง จงมี พระปริยัติ สอบสวนพระบาลีกับอรรถกถาที่ผิดเพี้ยน
อุตสาหะในฝ่ายพระพุทธจักรให้พระไตรปิฎกบริบูรณ์ขึ้น วิปลาส ก็ตกแต้มเปลี่ยนแปลงอักขระให้ถูกถ้วนบริบูรณ์
ให้จงได้ ฝ่ายข้างอาณาจักรที่จะเป็นศาสนูปถัมภกนั้น ทุกๆ พระคัมภีร์ใหญ่น้อยทั่วทั้งสิ้น และที่ใดสงสัย
กัลยาณมิตร ๔๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒
23