พุทธประวัติ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2542 ฉบับที่ 5 หน้า 97
หน้าที่ 97 / 140

สรุปเนื้อหา

พระพุทธองค์ตรัสรู้เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อน พุทธศักราช ๔๕ ปี ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ (อัสสัตถพฤกษ์) ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานเมื่อวันเพ็ญเดือน 5 พ.ศ. ๑ ระหว่างไม้สาละ (สาลวโนทยาน) เมืองกุสินารา ประสูติ ขอทบทวนพุทธประวัติเล็กน้อย เมื่อพระนางสิริ มหามายาทรงพระครรถ์บริบูรณ์แล้วทรงพระดำริจะไปสู่ เรือนแห่งตระกูลพระญาติที่กรุงเทวทหะ จึงกราบทูล พระราชสามี (พระเจ้าสุทโธทนะ) พระราชาทรงรับสั่งให้ ประดับตกแต่งทางที่จะเสด็จไป ตั้งแต่กรุงกบิลพัสดุ จนถึงกรุงเทวทหะ แล้วให้พระเทวีประทับนั่งบนวอทอง ในระหว่างการประพาส พระนางทอดพระเนตร เห็นลุมพินี สาลวโนทยาน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพระนครทั้ง สอง พระเทวีเสด็จเข้าสู่พระอุทยาน เมื่อทรงพระกำลัง อ่อนลง นางพระพี่เลี้ยงและนารีราชบริวารได้ปูลาดที่ บรรทมใต

หัวข้อประเด็น

- พุทธประวัติ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

พระพุทธองค์ตรัสรู้เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อน พุทธศักราช ๔๕ ปี ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ (อัสสัตถพฤกษ์) ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานเมื่อวันเพ็ญเดือน 5 พ.ศ. ๑ ระหว่างไม้สาละ (สาลวโนทยาน) เมืองกุสินารา ประสูติ ขอทบทวนพุทธประวัติเล็กน้อย เมื่อพระนางสิริ มหามายาทรงพระครรถ์บริบูรณ์แล้วทรงพระดำริจะไปสู่ เรือนแห่งตระกูลพระญาติที่กรุงเทวทหะ จึงกราบทูล พระราชสามี (พระเจ้าสุทโธทนะ) พระราชาทรงรับสั่งให้ ประดับตกแต่งทางที่จะเสด็จไป ตั้งแต่กรุงกบิลพัสดุ จนถึงกรุงเทวทหะ แล้วให้พระเทวีประทับนั่งบนวอทอง ในระหว่างการประพาส พระนางทอดพระเนตร เห็นลุมพินี สาลวโนทยาน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพระนครทั้ง สอง พระเทวีเสด็จเข้าสู่พระอุทยาน เมื่อทรงพระกำลัง อ่อนลง นางพระพี่เลี้ยงและนารีราชบริวารได้ปูลาดที่ บรรทมใต้ต้นมงคลสาลพฤกษ์ พระนางเสด็จประทับยืน และปรารถนาจะทรงจับกิ่งไม้สาละ ก็มิอาจเอื้อม พระหัตถ์ไปถึงได้ ขณะนั้นกิ่งไม้เหมือนมีจิตกรุณาก็ บันดาลอ่อนน้อมค้อมลงมาดุจยอดหวายต้องเพลิง ลำดับนั้นเองพระนางได้ประสูติพระโอรส พระโพธิสัตว์บ่ายพระพักตร์ไปทิศอุดร แล้วย่าง พระบาท ๗ ก้าว ทรงเปล่งอาสภวาจาว่า “อาตมะนี้ ประเสริฐยิ่งในโลกหาผู้เสมอมิได้ แลชาตินี้ก็เป็นชาติที่สุด การจะเกิดในภพใหม่มิได้มี มีสิ่งน่าสนใจเรื่องหนึ่งคือ วันที่พระมหาบุรุษ ประสูตินั้น มีสหชาติ ๗ อย่างที่เกิดพร้อมร่วมวันกัน คือ ๑. พระนางพิมพา ๒. พระอานนท์ ตรัสรู้ ๓. กาฬุทายีอำมาตย์ ๔. นายฉันนะ ๕. ม้ากัณฐกะ ๖. ไม้ศรีมหาโพธิ์ ๗. ขุมทองทั้ง ๔ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชมมายุ ๒๔ ชันษา ได้ ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทรงปรารถนาหนทางหลุดพ้น จึงทรงเสด็จ หนีออกผนวชตอนกลางคืน ทรงม้าชื่อกัณฐกะ มีนาย ฉันนะเป็นผู้ติดตาม แม้มารจะชักชวนให้กลับพระราชวัง เสวยสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ์ โดยกล่าวว่า “สิทธัตถะ ท่านจงกลับเสียเถิด นับแต่วันนี้ไปในวันที่ ๗ จักรรัตนะ จักปรากฏแก่ท่าน รัตนะนั้น เจ้าชายตรัสว่า “เราไม่มีความต้องการด้วยจักร มารถามต่อ “เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านออกไป เพื่อประโยชน์อะไร" “เพื่อประโยชน์แก่สัพพัญญุตญาณ” เจ้าชาย สิทธัตถะทรงตอบ หลังจากพระโพธิสัตว์บำเพ็ญทุกรกิริยา 5 ปี ในวันเพ็ญเดือน ๖ เสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาถวาย ตอนเย็นเสด็จไปยังไม้ศรีมหาโพธิ์ทรงเกลี่ยกำหญ้า ๘ กำ ที่โสตถิพราหมณ์ถวาย ทรงอธิษฐานความเพียรมีองค์ ๘ ว่า “แม้เลือดเนื้อในร่างกายของเราจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตามที หากยังไม่บรรลุพระ สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จักไม่ลุกจากที่"บัลลังก์ที่นั่งนี้ เรียก “อุปราชิตบัลลังก์” คือ บัลลังก์ที่ไม่มีผู้ทำให้แพ้ได้ แม้พญามารจะมาผจญ แต่ในที่สุดพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์บ่ายพระพักตร์ไปทิศอุดร แล้วย่างพระบาท ๗ ก้าว ทรงเปล่งอาสภวาจาว่า “อาตมะนี้ประเสริฐยิ่งในโลกหาผู้เสมอมิได้ แลชาตินี้ก็เป็นชาติที่สุด การจะเกิดในภพใหม่มิได้มี กัลยาณมิตร ๘๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More