ข้อความต้นฉบับในหน้า
เมืองพาราณสี เป็นเมืองหลวงของ
แคว้นกาลี ชาวอินเดียเรียกเมืองนี้ว่า เบนารีส
(5613165) ภายหลังได้รับเอกราชจาก
อังกฤษแล้วเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Vลโลก 351
เมืองพาราณสีมีความเจริญรุ่งเรืองมากมา
ตั้งแต่สมัยพุทธกาล เป็นแหล่งการค้าและ
อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดในย่านเมืองราชคฤห์
สาวัตถี ไพสาลี และหัวเมืองย่อยๆ รอบ
พาราณลี ตำราพุทธศาสนาบางเล่มกล่าวไว้ว่า
มหาโครินทะ เป็นสถาปนิกผู้วางผังเมืองและ
ออกแบบก่อสร้าง พาราณสีเป็นเมืองศูนย์กลาง
ของศาสนาฮินดูมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน
มีเทวาลัยอยู่ในเมืองนี้มากกว่า ๒,000แห่ง มี
ประชากรมากกว่า 9 ล้านคน เป็นเมืองที่ดึงดูด
นักท่องเที่ยวได้มากที่สุดอีกแห่งของอินเดีย
คณะของเราออกเดินทางจากเมือง-
กุสินารา ในเวลาบ่ายหลังจากรับประทาน
อาหารกลางวันและร่วมกันทอดผ้าป่าถวาย
ปัจจัยไทยธรรมที่วัดไทยกุสินาราเรียบร้อยแล้ว
อิ่มเอิบเบิกบานในบุญเช่นเคย การเดินทางจาก
กุสินาราถึงเมืองพาราณสี ตามโปรแกรมการ
เดินทางแจ้งไว้ว่า ระยะทาง ๒๗๖ กิโลเมตร
ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๗ ชั่วโมง ไม่มีห้องน้ำ
ระหว่างทางเช่นเคย แต่ไม่เป็นไรพวกเราหลายคนมี
ประสบการณ์แล้ว แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ยอมเรียนรู้เรื่อง
ใหม่ๆ ในชีวิตเลย ยืนยันจะใช้ความอดกลั้นให้ถึงที่สุด
กลั้นจนถึงห้องน้ำที่โรงแรม ซึ่งก็นับว่าเป็นความอดกลั้นที่
เยี่ยมยอดเพราะการเดินทางจริงใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง
เมื่อเริ่มออกเดินทาง อากาศยามบ่ายร้อนระอุ เห็น
เปลวแดดเต้นระริกอยู่บนพื้นถนนเบื้องหน้าหา
หากแต่สองข้าง
ยังเขียวชอุ่มด้วยไม่ใหญ่ และพืชพันธุ์ในไร่นา ด้วยเป็นเวลา
หลังอาหารกลางวัน ส่วนใหญ่ในคณะของเราใช้เวลาให้หมด
ไปกับการปิดเปลือกตาบ้างอาจเป็นเพราะง่วง แต่บางคนปิด
เปลือกตาเพราะกำลังเปิดใจให้สว่างใส การเดินทางมา
นมัสการสังเวชนิยสถานพิเศษกว่าการเดินทางท่องเที่ยว
ทั่วไปก็ตรงนี้เอง ที่มีศรัทธาหล่อเลี้ยง มีบุญให้ระลึกถึง มี
เรื่องราวของมหาบุรุษให้ฟังตลอดการเดินทาง
ตะวันเริ่มยอแสงแล้ว รถบัสของเราวิ่งผ่านไร่นา
และหมู่บ้านมาหลายแห่ง เวลาผ่านไปเกือบ 4 ชั่วโมง
คุณวิไลไกด์ผู้น่ารักของเราก็แจ้งว่าเดี๋ยวเราจะได้แวะเข้า
ห้องน้ำกัน เธอย้ำว่าห้องน้ำจริงๆ นะ นับว่าเป็นข่าวดีที่
ท่า ให้ทุกคนมีสีหน้าแจ่มใสขึ้นทันที ว่าแล้วรถก็จอดหน้า
โรงแรมแห่งหนึ่ง ผู้เขียนเป็นคนแรกที่กระโจนลงจากรถ
วิ่งเข้าไปในโรงแรมก่อนใคร หยุดยืนอยู่กลางล้อบบี้ หันซ้าย
ทีขวาที ด้วยสัญชาติญาณและกลิ่นทำให้มั่นใจว่าห้องน้ำ
ต้องอยู่ซ้ายมือแน่นอน แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ห้องน้ำ
สะอาดใช้ใต้ แน่นอนที่สุดดีกว่าห้องน้ำกลางทุ่งเป็นไหนๆ
ขณะคอยคณะของเราเข้าห้องน้ำอยู่นั้น ผู้เขียน
มีโอกาสเดินสำรวจด้านหน้าโรงแรม เห็นทางเช้าเขาขุด
เป็นร่องขนาดใหญ่ แล้วใช้ท่อกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ ๕ นิ้ว เรียงพาดตามแนวขวางถนน แต่ละท่อ
ห่างกันประมาณ ๓-๔ นิ้ว พอให้เท้าคนวางพาดจากท่อหนึ่ง
ไปอีกท่อหนึ่งได้ตามจังหวะก้าวเท้า เห็นแล้วว่า ให้อยากรู้
ว่าเขาทำ ไว้เพื่ออะไร ชี้ให้คุณสมใจ เธอผู้มีประสบการณ์
ท่องโลกมาหลายประเทศบอกว่า “คิดว่าคงทำไว้กันไม่ให้
วัวเดินเข้าไปในโรงแรม เพราะที่นิวซีแลนด์ก็ทำอย่างนี้
เหมือนกัน แต่ความห่างของแต่ละท่อเล็กกว่า เขาเอาไว้
กันแกะ” อือม์ ! เห็นจะจริง เพราะถ้าวัวขึ้นเดินเช้ามา
กีบเท้าของมันต้องตกลงไประหว่างความห่างของท่อแน่นอน
วัวคงไม่ชอบโรงแรมนี้แน่
ถามคุณวิไลว่าโรงแรมนี้ชื่อโรงแรมอะไร ทำไม
ใจดีให้เรามาใช้ห้องน้ำได้ คุณวิไลเลือกตอบคำถามหลัง
ก่อนว่า เป็นโรงแรมที่บริษัททัวร์เคยพาคณะมาพักเป็น
ประจำ รู้จักกันดี ส่วนคำถามแรกที่ว่าโรงแรมนี้ชื่ออะไร
คำตอบที่ได้ทำให้ผู้เขียนอึ้งไปเลย “โรงแรมสิทธัตถะค่ะ" หา
คุณวิไลตอบด้วยชื่อเดิม ทำไมนะชื่อตั้งร้อยตั้งพันไม่เลือก
ทำไมต้องใช้ชื่อนี้ด้วย ถ้าทำ ได้อยากไปบอกให้ผู้บริหาร
โรงแรมว่าเปลี่ยนชื่อใหม่เถอะ ขอร้อง! แต่ยังไงก็ยังนับว่า
โชคดีที่เราไม่ต้องมาพักโรงแรมแห่งนี้ให้อึดอัดใจทุกครั้งที่
ต้องเอ่ยชื่อโรงแรม รู้สึกถึงความไม่ควรอยู่ตลอดเวลา
ส่งตรงข้ามโรงแรมเป็นหมู่บ้านชาวอินเดีย มี
ชาวบ้านออกมายืนลูพวกเรา ชี้ชวนให้กันดูแล้วลงยิ้มแสดง
กัลยาณมิตร มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕ | 967