ข้อความต้นฉบับในหน้า
พวกเรา (ข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในคณะเสียแล้ว) หยุด
พักใต้ร่มไม้ใหญ่หลายองค์วางของลงสลบไปกับโคนไม้ทันที
“ไม่ไหวแล้ว” ฟุบ!
“ตรงนี้ก็ตรงนี้" ฟุบ!
“เพิ่ง
๑๐
โลเองหรือ อีกเท่าไรจะถึงวัด" ฟุบ!
หลวงพ่อท่านยิ้ม นั่งมองไปรอบๆ อย่างคุ้นเคย
ในระยะห่างกันพอประมาณ
จัดแจงข้าวของเสร็จ ก็ได้เวลาสรง (อาบน้ำ
คลายความเหน็ดเหนื่อยเดินหาอยู่สองนานก็ไม่เจอห้องหับ
มีเพียงลำคลองเล็กๆ คลองขนาดพกพา นั่น! มีจอกแหน
ลอยมาดวย
พวกท่านต้องเลือกว่าจะสลัดความร้อน เหนียว
เหนอะหนะที่จับมือกับคราบไคล หรือจะรักษา
หลวงพี่รูปหนึ่งเข้าไปสนทนากับท่าน
ลักพักก่อนประกาศให้สามเณรทราบ
“เอ้า! ไปกันได้แล้ว ทำระยะทาง
ให้ได้มากๆ จะได้ถึงวัดเร็วๆ"
“คืนนี้ จำวัดที่ไหนครับ หลวงพี่"
เสียงหนึ่งถามไถ่
หลวงพี่สบตาหลวงพ่อแวบหนึ่ง
“คืนนี้นอนไหน....ค่ำไหนนอนนั่น"
ข้าพเจ้าเห็นสามเณรหลายองค์
นัยน์ตาเหม่อลอย ยันกายขึ้นจากพื้นหญ้า
ช้าๆ
สุขลักษณะตามวิชาสุขศึกษาสมัยประถม
ทั้งคณะยินยอมพร้อมใจเลือกข้อ
แรกโดยไม่ลังเล
จากอ่างอาบน้ำครั้งครองเรือน
เป็นตุ่มและขันเมื่อออกบวช กลายเป็น
คลองหลังสวนคราออกธุดงค์
ข้าพเจ้าเล็งเห็นพัฒนาการที่ชวน
ติดตาม
ตกเย็น ประชาชนในละแวกประชุม
กันหน้าบริเวณที่พักของนักบวช เพื่อน่า น้ำ
วันแรกสิ้นสุดลงที่ระยะทาง ๑๖
กิโลเมตร ชาวบ้านในละแวกเห็นการเดินธุดงค์มาถึงของ
คณะสงฆ์หมู่ใหญ่ ต่างปลื้มปีติใจยิ่งนัก
ที่พักแรมเป็นสนามหญ้ารกร้าง พอถึงปุ๊บ ต่าง
จัดการที่พักอาศัยหลังน้อยของตนด้วยความคล่องแคล่ว
ปานะมาถวาย
คุณลุงคุณป้าสามีภรรยาคู่หนึ่งบอกว่า เกิดมาไม่
เคยเห็นพระเยอะขนาดนี้ อยากนิมนต์ให้ธุดงค์มาทุกปี
หรือถ้าสะดวกสร้างวัดบนพื้นที่ตรงนี้ จะยินดีเป็นที่สุด
กัลยาณมิตร มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕