ข้อความต้นฉบับในหน้า
สวนเต็มไปด้วยกระท่อมไม้ไผ่ และต้นไม้ที่กิ่งก้านห้อยย้อยดกด้วยผลไม้ น้ำใน
ลำธารใสไหลรินน่าลงว่าย หรือจะลงไปยังปลายลำธารสู่ โนเล วา ปากน้ำออก
ทะเลก็ได้ มีหอยนางรมและปลาทะเลตัวอ้วนๆ หาดทรายมีเจดีย์บนเนินดินสูง
มั่นคง เปลือกหอยเกลื่อนกล่นตามชายหาด รถไฟไปเมืองเย ขึ้นมาจากมะละแหม่ง
และเรือยนต์พาไปชมสวนหรือทะเลได้ภายในสองชั่วโมง วัยรุ่นเมืองเย รักการอ่าน
มีนิตยสารดีด็อค (06/0^) และชุดนักสืบภาษาอังกฤษที่มีคนเอาติดใส่กระเป๋า
มาให้จากย่างกุ้ง ได้หนังสือมาแล้ว ก็พากันทอดร่างนอนอ่านบนชานเรือนที่ทำ
ด้วยไม้ไผ่ทอดตัวลงเหนือสายน้ำ ในขณะที่คนเฒ่าคนแก่และป้าน้าอา มั่งคุยกัน
ไปข้างๆ คอยมองดูเด็กๆ ด้วยสายตาชื่นชมลูกหลาน ไม่มีใครมีโอกาสเที่ยวเตร่
ในที่ที่สว่างไสวด้วยแสงสีนีออน เพราะเมืองเย มีแต่สวนผลไม้ ลำธารและทะเล
สองฟากส่ง
บรรพบุรุษของชาวเมืองเย เป็นคนมอญ ที่เดินทางมาจากทางทิศ-
ตะวันออกของทิเบต เข้ามาอาศัยอยู่
ในพม่าก่อนศตวรรษที่ ๕ แผ่ขยาย
ตามชายส่งเทือกเขาตะนาวศรี สร้าง
อาณาจักรที่ท่าถอน คนเหล่านี้ เรียก
กันว่า ตะเลง ซึ่งอาจจะหมายถึง
สถานที่แห่งหนึ่งในอินเดียชื่อ ตะลิง
ดนะ ตั้งอยู่บนส่งมัทราส มาศึกษา
และนับถือศาสนา ปะปนกับสายเลือด-
ดราวิเตียน จนกระทั่ง ตะเลงปัจจุบัน
มีผิวคล้ำกว่าเพื่อนบ้าน คือ ไทยใหญ่
และกะเหรี่ยง
ภาษาที่พูดเป้นภาษาตะเลง
ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองที่ไม่ใช่ภาษาพม่า
และไม่พูดกันทีอื่นใดในพม่าอีกแล้ว เมืองเย ตกอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ
๕๔ ปี หมู่บ้านทางภาคใต้ของพม่าไม่ค่อยจะมีอะไรแตกต่างกันมากนัก แต่คน
เมืองเยจะได้ยินเรื่องน่าตื่นเต้นมาจากเมืองใหญ่กว่าอยู่เสมอ อย่างเมืองมะละแหม่ง
และย่างกุ้ง ว่าคนที่มั่น แต่งตัวตามสมัยนิยม มีเงินทองร่ำรวย พูดเขียนภาษา
อังกฤษได้ และทำงานมีเกียรติ เป็นข้าราชการตามเมืองต่างๆ ส่วนคนเฒ่าคนแก่
เมืองเยที่มีนาข้าว ทำไร่ปลูกผัก มีสวนผลไม้ก็ถือว่ารวยที่สุดแล้ว ไม่จำเป็น
งไปเที่ยวที่ไหนอีก
ตอง
เจ๋ง กำพร้าพ่อตั้งแต่ยังเด็ก ต้องอยู่กับแม่และน้องชายอีก ๓ คน
และน้องสาวอีก ๒ คน เขาเป็นลูกชายคนโต เหมือนกับเด็กผู้ชายทั่วไปในหมู่บ้าน
พออายุได้ ๘-๗ ขวบ หลังจากที่ใช้ชีวิตสนุกสนานตามประสาเด็กชนแล้ว คือ
เล่นทั้งวัน ว่ายน้ำในลำธาร เที่ยวเล่นไปมาตามถนนในหมู่บ้าน จะหยุดก็ต่อ
เมื่อหิวหรือเหนื่อยจนหมดแรงเท่านั้น พอตกกลางคืน ก็จะขอร้องคนที่โตกว่า
กัลยาณ หว มิถุนายน พ.ศ. ๒*** CO