ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความเกียจคร้าน
ย่อมทําลาย
คุณธรรมทุกประการ
เป็นบรรพชิตก็ไม่ได้
เป็นคฤหัสถ์
ก็ไม่ดี
วิธีทำงานที่พระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าตรัสไว้คือ อิทธิบาท ๔ ได้แก่
๑. ฉันทะ ความเต็มใจทำ
๒. วิริยะ ความแข็งใจทำ
๓. จิตตะ ความตั้งใจทำ
๔. วิมังสา ความเข้าใจทำ
ฉันทะ คือ ความรักงาน จะเกิด
ขึ้นได้ต่อเมื่อเราเล็งเห็นผลของงานว่า
ถ้าทำงานนี้แล้วจะได้อะไร เช่น เรียน
หนังสือ แล้วจะได้วิชาความรู้ไปประกอบ
อาชีพ
คนสั่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้อง
ปลูกความพอใจให้แก่ผู้ทำงาน ควรจะ
ให้เขารู้ด้วยว่าทำแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร
หรือถ้าไม่ทำจะเสียผลทางไหน ผู้สั่ง
งานบางคนใช้อำนาจบาตรใหญ่ บาง
ที่สั่งพลางด่าพลาง ใช้ถ้อยคำดูหมิ่น
เหยียดหยามไปพลาง เป็นการทำลาย
กำลังใจของผู้ทำ นับว่าทำผิดอย่างยิ่ง
วิริยะ คือ ความพากเพียร ความ
ไม่ท้อถอย เป็นคุณธรรมทางใจ เรียก
ความรู้สึกนี้ว่า “ความกล้า” อยากจะ
รู้ว่ากล้าอย่างไร ต้องดูทางตรงข้าม
เสียก่อน คือทางความเกียจคร้าน คน
เกียจคร้านทุกคนและทุกครั้งคือคนขลาด
คนกลัว กลัวหนาว กลัวร้อน กลัวแดด
กลัวฝน จะทำงานแต่ละครั้งเป็นต้อง
อ้างว่าหนาวจะตาย ร้อนจะตาย หิว
จะตาย อิ่มจะตาย เหนื่อยจะตาย ง่วง
จะตาย คนเกียจคร้านทุกคนตายวันละ
ไม่รู้กี่ร้อยครั้ง
การเอาชนะค่า ของความ
เกียจคร้านเสียได้ท่านเรียกว่า วิริยะ
คือความเพียร หรือความกล้านั่นเอง
ต้องละเว้นจากอบายมุขให้ได้
เสียก่อน จึงจะมีความเพียรได้
มีข้อน่าสังเกตสำหรับคนทำงาน
ร่วมกันคือ จะต้องขยันด้วยกันทั้งหัวหน้า
และลูกน้องจึงจะได้เรื่อง ยิ่งผู้เป็น
หัวหน้ายิ่งสำคัญมาก ถ้าเป็นคนเกียจ
คร้านคิดกินแรงผู้น้อยท่าเดียว คิดแต่
ว่า “ให้แกวิดน้ำท่าข้าจะล่อน้ำแกง”
ผู้น้อยก็มักขยันไปได้ไม่กี่น้ำ ประเดี๋ยว
ก็รามือกันหมด แต่ถ้าหัวหน้าเอาการ
เอางานก็ดึงผู้น้อยให้ขยันขันแข็ง
ขึ้นด้วย
“ความเกียจคร้านย่อมทำลาย
คุณธรรมทุกประการ เป็นบรรพชิต
ไม่ได้ เป็นคฤหัสถ์ก็ไม่ดี”
จิตตะ คือ ความเอาใจใส่ คนมี
จิตตะเป็นคนไม่ปล่อยปละละเลยกับ
งานของตน คอยตรวจตรางานอยู่เสมอ
ปกติคนที่โตเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดรู้ชอบ
แล้ว ที่จะเป็นคนเฉยเมยไม่ใส่ใจกับ
งานเลยมีไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่มักจะ
ใส่ใจกับงานอยู่แล้ว เพราะธรรมชาติ
ของใจคนชอบคิด ทำให้หยุดคิดยาก
แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือ ชอบคิดชอบ
เจ้ากี้เจ้าการแต่เรื่องงานของคนอื่น
คอยติ คอยสอด คอยแทรก คอยวิพากษ์
วิจารณ์ ธุระของตัวกลับไม่คิดเสียนี่
เห็นคนอื่นใส่เสื้อขาดรูเท่าหัวเข็มหมุด
ก็ตำหนิติเตียนเขาเป็นเรื่องใหญ่ แต่ที่
ตัวเอง กุ้งขาดรูเท่ากับปั้นตั้งเดือนแล้ว
เมื่อไรจะเย็บล่ะ” และที่เที่ยวไปสอด
แทรกงานเขา แต่งานเราไม่ดูนั้น มัน
ทำให้อะไรของเราดีขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้
เราเป็นนักตรวจตรางาน คือให้มีจิตตะ
แล้วก็ทรงให้โอวาทสำทับไว้ด้วยว่า
“จงตรวจตรางานของตัวเอง ทั้งที่ทำ
แล้วและยังไม่ได้ทำ”
วิมังสา สุดยอดของวิธีทำงาน
ให้สำเร็จรวมอยู่ในอิทธิบาทข้อสุดท้าย
นี้ คือ วิมังสา แปลว่า การพินิจพิเคราะห์
หมายความว่า ทำงานด้วยปัญญา ด้วย
สมองคิด ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ คนเราแม้
จะรักงานแค่ไหน บากบั่นปานใดหรือ
เอาใจจดจ่ออยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าขาด
การใช้ปัญญาพิจารณางานด้วยแล้ว
ผลที่สุดงานก็คั่งค้างจนได้ เพราะแม้
ว่าขั้นตอนการทำงานจะสำเร็จไปแล้ว
แต่ผลงานก็ไม่เรียบร้อย ต้องทำกันใหม่
รำไป
อีกประการหนึ่ง คนทำงานที่
ไม่ใช้ปัญญา ไปทำงานที่ไม่รู้จักเสร็จ
จะปล้ำให้มันเสร็จ หนักเข้าตัวเองก็
กลายเป็นทาสของงาน เข้าตำรา “เปรต
จัดหัวจัดตีน” ตามเรื่องที่เล่าว่า เปรต
ตัวหนึ่งได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเปรต
ให้ไปเฝ้าศาลาข้างทาง เวลาคนนอน
หลับเปรตก็ลงจากขอมาตรวจดูความ
Kalyanamitra.org