ข้อความต้นฉบับในหน้า
"ข้าพเจ้าเชิญท่านมาประชุมกัน
ณ บัดนี้ เพื่อจะแจ้งข่าวเรื่องสุรเสนะ
ถูกลักพาตัวไป ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า
ผู้ลักพานั้นคือทหารของไพศาลี ท่าน
ผู้เจริญทั้งหลาย! เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว
ของข้าพเจ้า เป็นเรื่องที่จะต้องจัดการ
กันด้วยความคิด หรือด้วยชีวิตก็สุดแต่
ความเหมาะสมแห่งเหตุการณ์จะเป็นไป
ข้าพเจ้ามิใช่คนที่มีความเห็นแก่ตัวพอที่
เพื่อบุตรที่รักของข้าพเจ้า
เพราะการ
คราวสุขเราสุขด้วย แต่เมื่อถึงคราวทุกข์
เรากลับจะตีตนออกห่าง ไม่ช่วยเหลือกัน
ปล่อยให้นายของเราตายแต่คนเดียว”
“สหายทั้งหลาย!” ชายผู้นั้น
ตะโกนด้วยเสียงอันดังแต่สั่นเครือเหมือน
หนึ่งจะร้องไห้ “ใครเป็นคนเห็นแก่ตัวก็
เชิญคุมเกวียนต่อไป ข้าพเจ้าคนหนึ่งละ
จะยอมมอบชีวิตแก่ท่านผู้มีพระคุณ
ของเรา"
เสียงโห่ร้องทั้งน้ำตาสนับสนุน
ชายคนนั้นดังขึ้น ทุกคนตะโกนไม่ยอม
แยกกับธนิยะ เป็นตายอย่างไรก็จะขอ
ร่วมทางไปด้วย
เหตุผลว่าจะจัดทำอย่างไรต่อไป ชาว
เกวียนทั้งหลายผู้มีความเชื่อมั่นในความ
รู้ความสามารถของธนิยะ ก็รีบปฏิบัติ
ตามโดยด่วน แต่ในใจนั้นเป็นห่วง
สุรเสนะ และเพิ่มความเห็นอกเห็นใจ
จงรักภักดีในธนิยะนายกองเกวียนของ
คนยิงปืน
ติมพรขับม้ามาที่ธนิยะ ขอร้อง
ว่าขณะที่มีความจำเป็นรีบด่วนเช่นนี้
คนใครจะขอให้ธนิยะขับมานำกอง
ป้องกัน ซึ่งมีม้าและอาวุธครบมือล่วง
หน้าไปก่อน มอบให้ใครคุมขบวนเกวียน
ตามไปทีหลัง เพราะถ้าขืนรอเกวียนอยู่
จะฉุดรั้งท่านทั้งหลายให้มาร่วมเสียสละ
เสียสละดังกล่าวอาจต้องถึงกับเสียชีวิต
ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอให้ติมพรุเป็นนาย
กองเกวียนคุมขบวนรับผิดชอบแทน
ข้าพเจ้าในการซื้อขายและในทรัพย์สิน
ทั้งปวง ข้าพเจ้าจะไปทำงานแต่ลำพัง
ขบวนเกวียนจงเคลื่อนไปตามปกติซื้อ
ขายไปตามวิสัยของคนค้า ส่วนตัว
ข้าพเจ้าถ้ามีชีวิตรอดก็จะกลับมาสมทบ
ด้วย ถ้าล้มหายตายจากไปก็ขอให้ถึง
เสมือนหนึ่งว่า เพื่อนที่รักคนหนึ่งของ
ท่านทั้งหลายได้ลาไปแล้ว อย่างไม่คืน
มาอีก ขอให้ท่านทั้งหลายจงปรองดอง
กันด้วยดี และอย่าดำเนินชีวิตด้วยความ
ชั่วหรือความพยาบาทใด ๆ จึงดำเนิน
ตามหลักธรรมที่ชาวเราได้ปฏิบัติกันมา
เป็นประจำนั้นเถิด”
มีเสียงอื้ออึงสับสนขึ้นในหมู่ชาว
ขับเกวียนทั้งหลายจนไม่รู้ว่าใครพูดอะไร
ต่ออะไรบ้าง ในที่สุดก็ได้มีชายคนหนึ่ง
ปีนขึ้นไปบนเกวียนอีกคันหนึ่งตะโกน
และโบกมือให้คนทั้งหลายหยุดฟังคำพูด
องตน
“สหายชาวเกวียนทั้งหลายจง
ฟังข้าพเจ้า ถ้าปฏิบัติตามความเห็น
ของนายกองเกวียนแล้ว เราทั้งหลายจะ
อยู่ดูหน้าคนอื่น ๆ อย่างไรได้ เมื่อถึง
อกหรือที่ถือเราเสมือน
“สหายทั้งหลาย!” ชายผู้ยืนอยู่
ก็จะช้าเสียการ แต่ธนิยะคงปฏิเสธ และ
บนเกวียนพูดต่อไป “มิใช่นายของ
ไม่ยอมให้กองมาล่วงหน้าไป คงนั่ง
เราคนนี้ดอกหรือที่ถือ
ขับเกวียนมุ่งไปสู่กรุงไพศาลีอย่างเต็มไป
ญาติหรือเพื่อนฝูง ฝึกสอนวิชา
ด้วยการใช้ความคิด ปล่อยให้ติมพร
อาวุธให้จนคุ้มครองตัวได้ มิใช่
นายของเราคนนี้ดอกหรือ ที่สอน
ให้ตั้งตัวได้ ไม่เป็นนักเลงสุราหรือ
นักเลงการพนันฉันจะพาให้ล่มจม
ตั้งตัวไม่ติด มีหัวหน้าคนไหนบ้าง
ชักม้าวกกลับไปหลังขบวนด้วยความ
กระวนกระวายใจ
ที่สละความสุขเพื่อผู้อยู่ใต้ปกครอง
เอาใจใส่ดูแล และไม่เอาเปรียบแม้
ในยามที่ลูกของท่านเองกำลังถูก
ศัตรูพาตัวไป
เสียงโห่ร้องชูมือประหนึ่งหมู่
บ้านนาฬิกคามจะถล่ม ทำให้ผู้คนแตก
ตื่นกันมิใช่น้อย ฝ่ายธนิยะได้ประจักษ์
น้ำใจของชาวเกวียนทั้งหลาย ก็ตื้นตัน
อย่างบอกไม่ถูก ยิ่งรู้สึกว่าคนทั้งหลาย
เต็มใจเสียสละเพื่อตน ก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึก
รับผิดชอบต่อชีวิตของคนเหล่านั้นมากขึ้น
จึงพยายามใช้ความสุขุมรอบคอบอ่าน
เหตุการณ์เฉพาะหน้า และตัดสินใจสั่ง
เคลื่อนขบวนแต่เพลานั้นโดยมิได้ให้
เมื่อได้พยายามอ่านเหตุการณ์
และความมุ่งหมายในการจับตัวสุรเสนะ
ของทหารชาวเมืองไพศาลีแล้ว ก็พอจะ
เข้าใจเรื่องขึ้นบ้างอย่างแน่ใจ เพราะ
ธนิยะเป็นนักรบและเคยผ่านไพศาลี
บ่อยครั้ง จึงชำนาญภูมิประเทศเหตุ
การณ์ตลอดจนรู้จักบุคคลผู้เป็นกำลัง
ทางทหารของไพศาลีเป็นอย่างดี
ขณะนั้นตะวันตกแล้ว ความมืด
ค่อยแผ่คลุมไปทั่วบริเวณ แต่ขบวน
เกวียนยังคงมุ่งหน้าไปสู่กรุงไพศาลอยู่
เรื่อย ๆ ในไม่ช้าก็ผ่านริมป่ามะม่วง
ของนางอัมพปาลี ซึ่งขนานกับป่า
มหาวัน อันเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จ
พระบรมศาสดา ถัดจากนั้นไม่ไกลนัก
ก็จะถึงประตูเมืองไพศาลี ซึ่งในยาม
วิกาลเช่นนี้ก็ปิดสนิท มีทหารเฝ้าอย่าง
เข้มแข็ง
Kalyanamitra.org
๔๕