ข้อความต้นฉบับในหน้า
ธนิยะสั่งหยุดขบวนเกวียนในที่
ใกล้ป่ามะม่วงนั้น พร้อมทั้งสั่งให้จัด
ขบวนเป็นพิเศษ มีกองคุมตรวจตรา
อย่างเข้มแข็ง เมื่อจัดเรียบร้อยแล้วจึง
ให้หุงหาอาหารบริโภคกัน แม้จะผิดเวลา
ไปบ้าง แต่ก็ดูเหมือนชาวขับเกวียนจะ
ตื่นเต้นต่อเหตุการณ์ จนลืมความหิว
ไปได้ชั่วขณะ ครั้นแล้วก็มีคำสั่งให้
พักผ่อนหลับนอนตามปกติ ห้ามมิให้
ผู้ใดออกนอกบริเวณขบวนเกวียน ถ้า
มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นให้คอยฟังคำสั่ง
ก่อน
ธนิยะได้เรียกทีมพรมาสั่งความ
หลายประการ ครั้นได้เวลาประมาณ
กิ่งมัชฌิมยาม ธนิยะซึ่งแต่งตัวรัดกุม
อย่างนักรบก็ออกจากขบวนเกวียนพร้อม
ด้วยชายหนุ่มหลายคน ซึ่งเตรียมแบก
หามเครื่องใช้บางอย่าง มีไม้ไผ่ลำยาว
๔ ลำ ลูกบันได เชือก และไม้ขันชะเนาะ
เป็นต้น เดินหายเข้าไปในท่ามกลาง
ความมืดแห่งราตรี เมื่อได้เดินเลาะเลียบ
ไปตามกำแพงเมืองอ้อมไปยังทิศทาง
ที่ได้กำหนดไว้อันอยู่ห่างจากประตูเมือง
ระแวดระวังอย่างไร ส่วนเบื้องหน้ามี
ทหารยามเรียงรายและตามประทีปสว่าง
อยู่ ธนิยะแจกสิ่ง ๆ หนึ่งแก่ชายหนุ่ม
ทุก ๆ คนให้เคี้ยวกิน และตัวเองก็ได้
เดี๋ยวกินด้วย เสร็จแล้วจึงได้สำรวจทิศ
ทางลมและได้นำไม้สีไฟซึ่งเตรียมไป
พร้อมกันนั้นสีไฟติดเข้าที่ชุด แล้วก่อ
กองไฟกองน้อย ๆ โรยผงบางชนิด
ลงไปในกองไฟให้ควันลอยไปทาง
บริเวณบ้านนั้น คอยทีอยู่นานพอ
สมควรแล้วก็ดับไฟ ชวนชายหนุ่มทั้ง
หลายเดินเข้าไปในบ้านนั้นอย่างองอาจ
เมื่อได้ขึ้นบันไดด้านหลังของเรือนยอด
แล้ว ก็เดินเข้าห้องนั้นห้องนี้ตามชอบใจ
เวลาต้นปัจฉิมยามแห่งราตรี
ธนิยะพร้อมด้วยชายหนุ่มห้าคนก็ออก
จากบ้านนั้น และชายหนุ่มสองคนใน
ห้าคนนั้นได้ช่วยกันอุ้มเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ผู้หลับหรือสลบอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา
ด้วย
เมื่อได้ปีนขึ้นบันไดข้ามกำแพง
เมือง และรื้อบันไดเหล่านั้นเรียบร้อย
แล้ว ก็พากันเดินกลับมาสู่ขบวนเกวียน
และเป็นทางที่ใกล้บ้านของคน ๆ หนึ่ง ดื่มพรุซึ่งนอนไม่หลับเฝ้าคอยอยู่ก็ออก
ซึ่งหมายใจไว้ว่าจะไปทำอะไร แล้วก็ มารับ เมื่อได้ฟังคำสั่งจากธนิยะบาง
สั่งให้ชายหนุ่มเหล่านั้นจัดเครื่องใช้ที่
เตรียมมา อันประกอบกันเข้าเป็นบันได
ยาวพาดปืนขึ้นสู่กำแพงเมืองซึ่งสูงชัน
และนำบันไดอีกอันหนึ่งทอดลงไปสู่
เบื้องล่าง มีคนคอยคุมทั้งสองด้าน เสร็จ
แล้วธนิยะก็ขึ้นสู่บันไดนั้น แล้วปืนลงไป
ในเมือง พร้อมทั้งได้นำชายหนุ่มที่แต่ง
ตัวรัดกุมผูกสอดอาวุธซ่อนไว้ในกาย
เป็นอันดีติดตามไปด้วยห้าคน
ด้านหลังของบ้านใหญ่โตเป็น
เรือนยอดกว้างขวาง ที่กำหนดหมาย
ไว้นั้นติดกับกำแพงเมือง จึงมิได้มีการ
ประการแล้ว จึงรีบนำเด็กหนุ่มที่หลับและ
มีผู้หามมานั้นเข้าไปไว้ในเกวียนกลาง
ขบวน และได้จัดยามเฝ้าไว้อย่างกวดขัน
ธนิยะก้าวขึ้นสู่เกวียนของตน
อย่างโล่งใจที่สิ่งทั้งหลายอันตนทำได้
ตามที่กำหนดไว้ทุกประการ แต่เมื่อรำลึก
ถึงสุรเสนะผู้เป็นบุตรที่รัก ก็ไม่วายรันทด
ใจ แม้ราตรีจะมืดมัวมองไม่เห็นเครื่อง
ใช้นุ่งห่มของเขาซึ่งวางอยู่บนเกวียน
แต่ใจก็รู้อยู่ว่าสิ่งเหล่านั้นวางอยู่ที่ตรง
ไหน รำพึงไปถึงว่าสุรเสนะเป็นเด็ก
กำพร้ามารดา และเป็นถึงบุตรของผู้ที่ควร
ครองประเทศ แต่ต้องมาพเนจรเป็น
คนค้า ต่อสู้กับลมแดดและป่าดงพงเขา
ประกอบกับเป็นเด็กที่อ่อนน้อมละมุน
ละไม เคารพเชื่อฟังบิดา รู้จักถนอม
น้ำใจมิให้ขุ่นเคือง มีอะไรที่จะรับใช้ได้
ก็รีบขวนขวายจัดทำมิต้องรอให้สั่งใช้
หน้าตาและผิวพรรณก็งดงามมีลักษณะ
สมเป็นผู้สืบสกุลแห่งกษัตริย์ ธนิยะ
คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้แล้วก็ถอนใจ เป็นห่วง
ไปว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
บ้าง ยิ่งนึกไปถึงเหตุการณ์บางครั้ง
ที่ตนนั่งให้สุรเสนะนอนพาดศีรษะมา
บนตัก พลางลูบผมบุตรน้อยด้วยความ
เอ็นดู ตามประสาบิดากับบุตรผู้เห็นกัน
อยู่เพียงสองคนในโลก ธนิยะก็กระสับ
กระส่ายหนักขึ้น
แต่ครั้นแล้วด้วยวิสัยของผู้ได้รับ
อบรมมาดี ให้มีหลักธรรมประจำจิต
ธนิยะก็รำลึกถึง สมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าผู้สอนให้เห็นชีวิตเหมือน
ความฝัน จะเป็นเรื่องดีหรือร้าย
ก็ตาม พอผ่านพ้นเป็นอดีตไปแล้วก็
ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นชิ้นเป็นอัน
จริงจัง นอกจากจะย้อนไปนึก
ทบทวนเล่นเท่านั้น อารมณ์ที่รื่นเริง
ที่สุด หรือทุกข์ระทมที่สุด ซึ่งคน
ทั้งหลายนึกว่า เป็นของจริงแท้
แน่นอนเฉพาะหน้านั้น พอผ่านพ้น
ไปแล้วก็ไม่มีค่าอะไรยิ่งไปกว่า
ความฝันเลย ถ้าย่อชีวิตร้อยปี
ให้เหลือเพียงวันเดียว การที่คน
เกิดมาเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว
มีสามีภรรยา บุตรธิดา แล้วก็แก่เฒ่า
และในที่สุดก็ตายจากกันไปนั้น
ดูก็ไม่ผิดอะไรกับสิ่งซ้ำ ๆ ซาก ๆ
7
ๆ
Kalyanamitra.org