ข้อความต้นฉบับในหน้า
๓๔
อย่างน่าอัศจรรย์ แสดงถึงพุทธปัญญา
อันยิ่งใหญ่เหนือศาสดาใด ๆ ในโลก
เมื่อนักบวชจากต่างนิกายและ
ต่างศาสนาโคจรมาพบกันเข้า ถึงแม้
จะอยู่ในท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวล
ไปด้วยกลิ่นเหล้าไวน์ในงานสมาคม
เช่นนี้ก็ตาม การสนทนาในเรื่องของ
ศาสนาและปรัชญาที่ลึกซึ้ง ก็ย่อมเริ่มขึ้น
เป็นหัวข้อในการสนทนาจนได้ ในการ
สนทนาตอนหนึ่ง ทำให้อาตมานึกถึง
ทําบาลีที่กล่าวว่า
“เย ธมมา เหตุปปวา
เตส เหตุ ตถาคโต
เตสญจ โย นิโรโธ จ
เอว วาที มหาสมโณ”
(“ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด
พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระ
มหาสมณะมีปกติกล่าวอย่างนี้
ถ้อยค่าดังกล่าว พระอัสสชิ
แสดงแก่ อุปติสสปริพาชก ผู้ได้ฟัง
ข้อความสั้น ๆ เพียงนี้ ก็ซาบซึ้งใน
17
พระพุทธศาสนา ได้ดวงตาเห็นธรรม
จนภายหลังออกบวชแล้วได้บรรลุเป็น
พระอรหันต์ เป็นที่รู้จักกันในนามของ
พระสารีบุตรเถระ อัครสาวกเบื้องขวา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ข้อความนี้ผุดขึ้นในใจของอาตมา
เป็นอนุสติให้นึกถึงอัจฉริยภาพของพระ
อัสสชิ ที่สามารถกล่าวยกย่องธรรมะ
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นร้อยกรอง
ที่ไพเราะและลุ่มลึก จนเป็นที่ยอมรับ
กันว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
ทีเดียว อาตมามีความปรารถนาที่จะ
กล่าวแก้ข้อสงสัยต่าง ๆ ของ “นักบวช
ตา” ผู้ตั้งใจถามปัญหาธรรมะกับอาตมา
แต่เหตุการณ์ สถานที่ และบุคคล
มิได้เปิดโอกาสให้ทำเช่นนั้นได้เลย อุป บานปลายอย่างหาข้อยุติได้ยาก ต่าง
ติสสปริพาชก กล่าวถามพระอัสสชิ
ด้วยความเคารพ และศรัทธาในจริยวัตร
อันงดงามน่าเลื่อมใสของท่านอย่าง
แท้จริง และบรรยากาศ ณ ที่นั้นก็
เอื้ออำนวยต่อการฟังธรรมเป็นอย่างยิ่ง
ภูมิปัญญาของทั้งสองท่านก็คงสูงส่ง
ทัดเทียมกัน พระอัสสชิจึงสามารถ
ถ่ายทอดธรรมที่ยากและลุ่มลึกนั้นให้
เกิดสว่างไสวในจิตใจของปริพาชกได้
แต่อนิจจา สถานการณ์เฉพาะหน้า
ของอาตมาแตกต่างกับพระอัสสชิราว
ฟ้ากับดิน ประการแรก อาตมาเป็นเพียง
พระภิกษุธรรมดา ๆ และก็มิได้มีสติ
ปัญญาล้ำเลิศในการแสดงธรรม ประ
กอบกับความไม่สันทัดที่จะใช้ศัพท์
ทางศาสนาเป็นภาษาอังกฤษ และ
ผู้ที่ถามปัญหาก็มิได้แสดงอาการ
เคารพเลื่อมใสแต่อย่างใด คงถามไป
พลางจิบเหล้าไวน์ไปพลางอย่าง
เพลิดเพลิน อาตมาพยายามยืมวิธีการ
ของพระอัสสชิมาให้ ตอบคำถาม
ให้กระชับและสั้นที่สุด เพื่อหวังว่า
นักบวชรูปนี้คงจะเข้าใจพุทธศาสนา
ดีขึ้นบ้าง แต่ก็มิได้เป็นไปดังคาดหวัง
เช่นค่าถามที่ว่า
“ท่านมาบวชนี้มีจุดประสงค์อะไร”
"เพื่อฝึกตน
คำตอบนี้สั้น ง่ายที่จะเข้าใจและ
มีความหมายลึกซึ้ง แต่ท่านสาธุคุณ
กลับไม่เข้าใจ ท่านคงคิดว่า การฝึกตน
เป็นสิ่งทำได้ง่าย จึงมองไปตรงกันข้าม
ว่าพุทธศาสนาสอนให้คนเห็นแก่ตัว
จะสร้างประโยชน์ความดีงามแต่อย่างใด
ก็หาไม่ ดูๆ ไปพุทธศาสนาก็คล้ายไม่ใช่
ศาสนา เพราะเป้าหมายไม่เหมือนศาสนา
อื่นเขา ด้วยเหตุนี้ การสนทนาจึงเริ่ม
ฝ่ายต่างเหน็ดเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่ เพราะ
แนวปรัชญาความคิดเห็นก็แตกต่างกัน
โดยสิ้นเชิง เมื่อไม่เกิดประโยชน์แต่
ประการใดในการแลกเปลี่ยนทัศนะกัน
เช่นนี้ อาตมาก็เลยถือโอกาสลากลับ
พร้อมกับมีความคิดติดตามมาอีกมาก
มาย
ข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดประการหนึ่ง
ก็คือ ฝรั่งมักจะไม่มองพุทธศาสนาว่าเป็น
ศาสนา ส่วนมากเขาจะมองไปในรูปของ
ปรัชญา (Philosophy) แขนงหนึ่ง หรือ
เป็นแบบแผนอย่างหนึ่งในการดำเนิน
ชีวิต (A Way of Life)
สําหรับขาว
พุทธเรา ดูไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าใดนักว่า
เราจะถือว่าศาสนาของเราเป็นอย่างไร
ใครจะเห็นอย่างไรก็ตามเถิด แต่พุทธ
ศาสนาก็ยังคงเป็นพุทธศาสนาที่ทรง
คุณค่าอยู่ตลอดไป เหมือนกับเพชรน้ำดี
มีค่า จะประดับมงกุฎพระราชามหา
กษัตริย์ จะประดับสร้อย หัวแหวน หรือ
จมอยู่ในโคลนตม เพชรก็ยังคงทรงคุณค่า
เป็นเพชรอยู่นั่นเอง ยังคงส่งประกาย
เจิดจรัสงดงาม อย่างไม่มีสิ่งใดจะเปลี่ยน
แปลงความงาม และแข็งแกร่งของเพชรได้
ในแง่ภาษาศาสตร์ คำว่า "ศาสนา" หรือ
“Religion” นับเป็นคำที่ถือว่ามีคุณค่าสูง
ในสังคมของฝรั่งมากกว่าคำว่า “ปรัชญา
(Philosophy” หรือ “A Way of Life” มากนัก
ฉะนั้นการตีความหมายของคำว่าพุทธ
ศาสนาว่าเป็นปรัชญาหรือวิถีชีวิต จึง
เป็นการดึงคุณค่าค่าสอนของพระพุทธ
เจ้าให้ต่ำลง และยิ่งฝรั่งเห็นว่าชาวพุทธ
เราไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร เขาก็ยิ่งได้ใจ
ทึกทักเอาว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า
นั้นเป็นเพียงอาหารทางสมอง เพื่อบำรุง
สติปัญญาไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น หรือ
Kalyanamitra.org