ข้อความต้นฉบับในหน้า
ผมเดินทางหลังวัด พอเดินออก
ไปที่ถนนใหญ่มีญาติโยมมายืนรอตัก
บาตรอยู่ ผมบิณฑบาตได้ข้าว ๒-๓
ทัพพี แล้วเดินไปเป็นขบวนยาวต่อไปอีก
โดยระหว่างทางที่เดินไปคลอง ๒ นั้น
ไม่มีใครใส่บาตรเลย พอไปถึงคลอง
๒
ก็เลี้ยวซ้าย มีบ้านคนตั้งอยู่ระหว่าง
ทางตลอด ระหว่างที่เดินก็กำหนด
นิมิตองค์พระแก้วใสไปด้วยพร้อมคำ
ภาวนา “สัมมา อะระหัง” แต่กำหนด
ไม่ตลอด บางครั้งเผลอไปบ้าง เดินมอง
ดูสภาพถนนหนทางไปบ้าง ดูบ้านคน
บ้าง ในระหว่างที่เดินไปครึ่งทางมีคนใส่
บาตรข้าวเปล่า ๑ ทัพพี แล้วเดินกลับ
วัด วันนั้นสรุปแล้วได้แต่ข้าวเปล่า ๆ ๓-๔
ทัพพีแค่นั้นเอง ในใจก็คิดว่าวันนี้คง
ต้องอดแน่ ๆ แต่คิดว่าที่วัดคงจะมีน้ำปลา
เอามาคลุกข้าวกินแทนกับข้าวบ้างก็แล้ว
กัน แล้วก็คิดต่อไปว่าตัวเราเองกินอิ่ม
มาตลอด ลองอดดูสักมื้อจะเป็นอะไรไป
นี่แหละคงจะเป็นชีวิตที่มักน้อย ซึ่ง
ความคิดผมตอนนั้นไม่ยินดียินร้ายอะไร
เลย รู้สึกเฉย ๆ แต่พอมาถึงวัด ทางวัด
ได้จัดกับข้าว ข้าว และขนมไว้พร้อมแล้ว
ทางโรงครัวคงจะทราบว่า บิณฑบาตใน
วันแรกคงไม่พอเลยเตรียมอาหารไว้ให้
ส่วนเพื่อน สามเณรที่ไปทางสายอื่นได้
อาหารและขนมมามากเหมือนกัน
5 พฤษภาคม ๒๕๒๘
“ใส่บาตรเพื่ออะไร”
วันนี้ผมออกบิณฑบาตเร็วกว่า
ปกติเพราะพระพี่เลี้ยงกำหนดให้ออกเร็ว
เวลาประมาณตี ๕.๔๕ น.
การบิณฑบาตของพวกเรายังไม่ค่อยตรง
เวลา คือวันแรก ๆ ออกสายมาก วันที่ ๒
ออกไม่เช้าไม่สายคือ 5 โมงเช้า ส่วนวัน
ที่ ๓ ออกเช้ามาก ทำให้ญาติโยมปรับตัว
ไม่ค่อยทันก็ได้ ผมเดินตามหลวงพี่วศิน
อย่างเดิม วันนี้เดินไปคลอง 6 ขาไปไม่
ได้ข้าวเลย ได้ตอนเดินกลับวัด เมื่อ
กลับมาถึงวัด อาหารที่บิณฑบาตได้มา
น้อย ทางโรงครัวต้องจัดอาหารมาให้อีก
รู้สึกว่าอะไร ๆ มันไม่ค่อยแน่นอนเลย นี่
แหละชีวิตของเพศบรรพชิตที่คนที่อยู่
ในโลกภายนอกคิดว่าบวชเป็นพระสบาย
แต่หารู้ไม่ว่า การเป็นพระที่ดีนั้นยาก
ยิ่งนัก ต้องคอยบังคับจิตใจไม่ให้ทำ
ตามใจตัวเองในสิ่งที่ผิดๆ ซึ่งเป็นเรื่
ที่ทำได้ยาก การบวชของผมครั้งนี้คิดว่า
ทำให้ผมมีความโลภน้อยลงมาก เพราะ
การฝึกฝนตนเองและได้คุณธรรม
จากหลวงพี่และหลวงพ่อ ทำให้เกิดความ
มักน้อยเพิ่มมากขึ้น เมื่อตอนที่ผมยัง
ไม่ได้บวชก็ใส่บาตรพระบ่อย ๆ เหมือน
กัน โยมแม่เป็นคนเตรียมอาหารให้
ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้คิดอะไร โยมแม่ให้
ใส่บาตรก็ใส่ตามที่ท่านบอก รู้แต่ว่าใส่
บาตรพระแล้วได้บุญ แต่พอได้เข้ามาที่
วัดนี้จึงได้ทราบว่า การใส่บาตรนอก
จากจะได้บุญแล้วยังฆ่าความตระหนี่ที่
อยู่ในตัวได้อีกด้วย
ทำให้รู้จักเสีย
สละ รู้จักการให้ การแบ่งปัน การพึ่งพา
อาศัยกัน
เมื่อเป็นฆราวาส ได้ทำทาน
รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นปกติ
ย่อมมีความภูมิใจว่า ได้ทำถูกต้อง
แล้ว ดีแล้ว แต่ครั้นได้บวชจึงรู้ว่า
เราสามารถท่าจากสิ่งที่เราคิดว่าถูก
แล้ว ดีแล้ว ให้ถูกยิ่งกว่า ดียิ่งกว่าได้
ทำในสิ่งที่เราคิดว่ารู้แล้วให้รู้ยิ่งขึ้น
แจ่มแจ้งยิ่งขึ้นได้ ครั้นเมื่อมองย้อน
กลับไปทางฝ่ายพ่อแม่ ก็สามารถทำ
ให้ลูกที่ท่านรัก กลายเป็นลูกที่ท่าน
ภูมิใจอีกด้วย นับว่าได้ทำชีวิต
ของตนเองให้สมบูรณ์แล้ว และผม
ตอน
อยากจะให้ลูกผู้ชายทุกคน มา
บวชเป็น “ธรรมทายาท” สักครั้ง
พ่อแม่คงชื่นใจและเป็นสุขมิรู้ลืมไป
เดินออกจากวัดไม่มีคนใส่บาตรเลย
เพราะยังเช้ามืดอยู่ ญาติโยมอาจจะ
เตรียมตัวไม่ค่อยทันก็ได้เพราะเช้าเกินไป
อีกนานเท่านาน
Kalyanamitra.org
๘๓