ข้อความต้นฉบับในหน้า
ก่อน หลานสาวก็ยังคงรบเร้ายาย
ธิคุณอันไพศาล ใครจะอนุเคราะห์ เขาเลี้ยงชีพพอประทังชีวิตไปวัน มาถึง ตะโกนเร่ขายสินค้าเช่นคน
ภิกษุรูปนี้ จึงทรงระลึกชาติด้วย หนึ่งๆ เท่านั้น
บุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัส พ่อค้าคนแรกได้ตะโกนเร่ ให้ซื้อเครื่องประดับให้ตนยายจึง
เตือนด้วยพระสุรเสียงกังวานและ ขายสินค้าของตน ผ่านมาถึงบ้าน กล่าวว่า
อ่อนโยนว่า
ยายหลานคู่นี้ เมื่อได้ยินเสียง “เมื่อเช้า พ่อค้าคนนั้นโยน
“ดูก่อนภิกษุ เธอบวชใน ตะโกนเร่ขายสินค้า หลานสาวจึงวิ่ง
ศาสนาที่มีแก่นสาร ให้มรรคผล ออกมาดู เห็นแก้วแหวน เครื่อง
เห็นปานนี้เมื่อละความเพียรเสียแล้ว ประดับ ล้วนของสวย ๆ งาม ๆ ก็
จะต้องโศกเศร้าไปตลอดกาลนาน อยากได้ จึงอ้อนวอนยายซื้อให้สัก
เหมือนดังเสรีววาณิชที่ไม่ได้ถาดทอง ชิ้นหนึ่ง ยายก็ได้แต่ทอดถอนใจ
มีค่านับแสนนั่นเทียว”
เพราะไม่อาจทำตามความประสงค์
ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ของหลานสาวได้ จึงได้แต่ปลอบใจ
ใคร่จะทราบเรื่องราวโดยตลอด และเตือนสติว่า
ถาดของเราทิ้ง เจ้าก็เห็นอยู่แล้ว
จะเอาอะไรไปแลกกับเขาอีกล่ะ?”
หลานเป็นเด็กช่างสังเกต
จึงบอกยายว่า
“ยายจ๋า พ่อค้าคนเมื่อเช้า
พูดจาหยาบคาย ผิดกับคนนี้ ท่า
ทางใจดี พูดจาก็อ่อนโยน เขาคง
ให้เราแลกหรอกนะจ๊ะยาย”
เมื่อเรียกพ่อค้าแวะบ้านแล้ว
จึงกราบทูลอาราธนาพระสัมมาสัม “หลานรัก เราน่ะเป็นคนยาก
พุทธเจ้าให้ตรัสเล่าเรื่องของเสรีว คนจน เงินที่หามาได้ก็แทบจะไม่
วาณิช โปรดแก่คนทั้งหลาย
พอกินพอใช้อยู่แล้ว จะเอาอะไรไป
แลกของเขาได้เล่า อย่าไปอยากได้
หลานก็ส่งถาดให้เพื่อขอแลกกับ
เครื่องประดับสักชิ้นหนึ่ง แต่เมื่อ
พ่อค้ารับถาดขึ้นมาดู ก็เห็นว่าเป็น
นอดีตกาล นับย้อนกลับไป
๕ กับจากภัทรกัปนี้ มีพ่อค้า
มันเลย”
ถาดทองคำ ด้วยความมีใจเป็นธรรม
เร่ ๒ คน อาศัยอยู่ในเมืองเสรีวะ
และมีนิสัยสัตย์ซื่อ เขาจึงบอก
ความจริงแก่ยายหลานทั้งสองว่า
“ถาดใบนี้เป็นถาดทองคำ
แต่หลานสาวไม่ละความ
พยายาม สู้อุตส่าห์วิ่งเข้าไปในบ้าน
พ่อค้าทั้งสองมีชื่อตรงกันกับเมืองที่ หยิบถาดเก่าคร่ำคร่าใบหนึ่งซึ่ง
อาศัย คือ เสรีวะ แม้ว่าจะมีชื่อ เห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว นำ มีค่านับแสนที่เดียว สินค้าของ
เหมือนกัน แต่ทว่าทั้งสองกลับมี ออกมาขออนุญาตยายแลกกับเครื่อง ข้าพเจ้าทั้งหมดนี้ยังมีค่าไม่พอที่
อุปนิสัยใจคอแตกต่างกันราวฟ้ากับ ประดับ ยายก็เต็มใจ
ดิน
จะแลกกับถาดทองใบนี้ได้เลย”
เมื่อพ่อค้ารับถาดมาถือ รู้สึก ทั้งสองยายหลานต่างตะลึง
วันหนึ่งทั้งสองต่างนำสินค้า ว่ามีน้ำหนักมากผิดจากถาดธรรมดา
ของตนข้ามแม่น้ำไปยังเมืองอัฏฐ จึงเอาเข็มลองขีดหลังถาดดู ปรากฏ
ปุระ เพื่อจำหน่ายและแลกซื้อ ว่ามีรอยเส้นเหลืองอร่าม จึงทราบ
ข้าวของที่เห็นว่าจะนำกลับมาค้า ทันทีว่า ถาดใบนี้ทำด้วยทองคำ มี
ขายทำกำไรงามต่อไปได้ มูลค่านับแสนทีเดียว แต่เพราะ
ที่เมืองอัฏฐปุระ มีหมู่บ้าน ความโลภจัด คิดจะได้ของฟรี จึง
แห่งหนึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของอดีต แสร้งพูดว่า
เศรษฐีตระกูลเก่าแก่มากตระกูลหนึ่ง “ถาดใบนี้ไม่มีราคาพอที่จะ
ซึ่งบัดนี้ได้ถึงกาลฉิบหาย คนใน แลกสินค้าอะไรได้หรอก” ว่าแล้วก็
ด้วยความแปลกใจ แต่เมื่อพ่อค้า
ยืนยันว่าเป็นถาดทองจริง ยายจึง
กล่าวกับพ่อค้าใจชื่อผู้นี้ว่า
“ถาดใบนี้กลายเป็นถาด
ทองคำขึ้นมาได้ ก็เพราะบุญของ
ท่านเอง จงรับไปเถิด แล้วจะให้
ค่าตอบแทนแก่เราเท่าไร ก็สุดแต่
ท่านจะเห็นสมควร”
พ่อค้าใจชื่อจึงยกสินค้าและ
ตระกูลล้มหายตายจากไปจนเกือบ โยนถาดทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ยี่หระ เงินทั้งหมดที่ตนมีอยู่ให้แก่ยายหลาน
หมด คงเหลือแต่ยายหลานคู่หนึ่ง แล้วเดินจากไป
ตกทุกข์ได้ยาก ตรากตรำรับจ้าง
คู่นี้ ขอไว้เพียงตาชั่งและเงินติดตัว
พอตกบ่าย พ่อค้าอีกคนก็ เล็กน้อย พอเป็นค่าเดินทางข้าม
๒๔ กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖