ข้อความต้นฉบับในหน้า
มาเกิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุลใน เที่ยวไปในโลกสวรรค์และโลกมนุษย์ ทารกนั้นก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย
พระนครหงสาวดี ได้เห็นพระศาสดา ไปอีกตลอดพุทธันดรหนึ่ง
ทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งให้ดำรงตำแหน่ง
ความลำบากเพียงเล็กน้อยก็ไม่บังเกิด
ในภพชาติสุดท้ายท่านได้มา ขึ้น แต่กลับนอนหลับสบายเหมือน
ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้มีอาพาธ บังเกิดเป็นบุตรของมหาเศรษฐีกรุง อยู่บนเตียงนอนตามปกติ
น้อย ตนเองก็ต้องการตำแหน่งนั้น โกสัมพี มีนามว่า “พากุละ” ซึ่ง ส่วนปลานั้นเกิดทุกขเวทนา
จึงตั้งปณิธานไว้ แล้วประกอบบุญ หมายถึงเป็นผู้เจริญอยู่ในตระกูล
กุศลตลอดชีวิต
ในพุทธกาลสมัยที่พระวิปัสสี-
พุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ท่านได้กลับ
มาเกิดในสกุลพราหมณ์ ณ นคร
แห่งเศรษฐีทั้งสอง หรือเป็นผู้ที่ตระ
กูลเศรษฐี ๒ ตระกูลชุบเลี้ยงอยู่
ดังมีเรื่องปรากฏเป็นหลักฐานอยู่
ซึ่งนับว่าเป็นชีวประวัติอันมหัศจรรย์
พันธุมดี แล้วก็บวชเป็นฤาษีบำเพ็ญ น่าสนใจ ไม่มีชีวประวัติของผู้ใด
พรตจนได้ฌานและอภิญญา เมื่อ
เสมอเหมือนคือ
เข้าไป
เดือดร้อนกระวนกระวายเหมือนหนึ่ง
ว่าได้กลืนก้อนถ่านร้อน ๆ
ในท้อง เที่ยวกระเสือกกระสนแหวก
ว่ายไปตามกระแสน้ำตลอดทาง ๓๐
โยชน์ และพลัดหลงไปติดข่ายของ
ชาวประมงเมืองพาราณสี ตาม
ธรรมดาเมื่อมีปลาใหญ่มาติดข่าย
ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว ขณะที่ท่านยังปฏิสนธิอยู่ใน จะถูกฆ่าให้ตายอยู่ในข่ายนั้น แต่
ก็เดินทางไปเฝ้าฟังพระธรรมเทศนา ครรภ์มารดา ก็ส่งผลให้ตระกูลของ ปลาตัวนี้ชาวประมงช่วยกันปลดออก
ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ได้ บิดามารดาเจริญรุ่งเรืองด้วยลาภยศ จากข่ายแล้วก็ตายพอดีโดยไม่ต้อง
สร้างบุญกุศลโดยถวายยารักษาโรค เป็นที่สรรเสริญแก่บุคคลทั้งหลาย ถูกฆ่า ชาวประมงช่วยกันหามปลา
แก่พระภิกษุทั้งหลายที่อาพาธ จน ฝ่ายภรรยาของเศรษฐีเมื่อคลอดลูก เข้าไปเร่ขายในเมืองเรื่อยไป จน
ออกมาเป็นชายก็มีความคิดว่า กระทั่งมาถึงบ้านเศรษฐีตระกูลหนึ่ง
เมื่อตายจากชาตินั้นแล้วก็ได้ “บุตรของเราเป็นผู้ที่มีบุญญา ซึ่งมีทรัพย์สมบัติถึง 60
ไปบังเกิดในพรหมโลก ท่องเที่ยว ภินิหารที่เคยสั่งสมมามาก หากเขา
ไปมาระหว่างเทวโลกและมนุษยโลก มีอายุตราบใด สมบัติทั้งหลายก็
ตลอดชาต
, โกฏิ แต่
จนสิ้นเวลาไปอีก ๙๑ กัป จนถึง
ย่อมบังกิดขึ้นแก่ตระกูลของเรามาก
เป็นตระกูลที่ไม่มีบุตรธิดา ท่าน
เศรษฐีได้เห็นชาวประมงนำปลามา
ขายจึงถามว่า “ปลาตัวนี้ขายเท่าไร”
พุทธสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยิ่งขึ้นตราบนั้น”
พระนามว่า กัสสปะ ฤาษีนั้นกลับ เมื่อทารกเกิดได้
& วัน
ชาวประมงตอบว่า “หนึ่งพันกหา
ปณะขอรับ” ท่านเศรษฐีส่งเงินหนึ่ง
ครองเรือนก็ได้เห็นวัดใหญ่เก่าแก่
แจงทำพิธีมงคลโกนผมไฟ ขนาน
นามทารกแล้วจึงให้พวกพี่เลี้ยงนาง
มาเกิดในเมืองพาราณสี เมื่ออยู่ มารดาบิดาพร้อมด้วยหมู่ญาติก็จัด พันกหาปณะให้แล้วรับปลาตัวนั้นไว้
วัดหนึ่งกำลังจะร้างด้วยโครงเรือนที่
ภรรยาของเศรษฐีจึงลงมือ
ด้วยตนเองค่อย แล่ปลานั้นออก
ผุพัง จึงได้ให้พวกช่างไม้นำอุปกรณ์ นมนำไปอาบน้ำชำระกายในแม่น้ำ พอแต่ลึกเข้าไปก็มองเห็นทารกน้อย
ต่าง ๆ มาสร้างโบสถ์ หอฉัน กุฏิ ยมุนา ในขณะนั้นมีปลาใหญ่ตัว ผิวพรรณผุดผาดดังทองคำนอนหลับ
โรงครัว ตลอดจนที่พักทั้งกลางวัน หนึ่งแหวกว่ายมาตามกระแสน้ำเห็น สบายอยู่ในท้องปลา ก็เกิดความรัก
และกลางคืน รวมทั้งเวจกุฎีและจัด ทารกเข้าใจผิดสำคัญว่าเป็นอาหาร ใคร่ราวกับลูกของนางขึ้นมาทันที
หายาสำหรับรักษาโรคภัยไข้เจ็บ จึงได้ฮุบทารกนั้นกลืนเข้าไปในท้อง เปล่งเสียงพูดออกมาด้วยความยินดี
ถวายพระภิกษุสงฆ์มาไว้ในที่นั้นอีก แต่ด้วยอำนาจบุญญานุภาพ แม้ ปรีดาว่า “เราได้ลูกที่อยู่ในท้องปลา
ด้วย ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วก็ท่อง จะเข้าไปนอนอยู่ในท้องปลาก็ตาม แล้ว” แล้วก็นำทารกนั้นไปอวดต่อ
๔๖ กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖