ข้อความต้นฉบับในหน้า
แ
ม้กระนั้นแล้วโปริสาทก็ยัง เลอโฉม ไม่มีบุรุษเจือปน เมื่อเป็นเช่นนี้
หวาดหวั่น เกรงภัยจะมา ไฉนจึงคิดละทิ้งเสีย
ถึงตน จึงกล่าวอีกว่า “แม้ “พระราชอุทยานเล่า มีนามอัน
ในพระนครของพระองค์ หม่อมฉันก็มี ล่ำลือกันว่างามยิ่งชื่อมิคาชินวัน บริบูรณ์
ศัตรูมาก ยากที่จะอยู่ได้”
ด้วยบุปผชาติต่าง ๆ หลากสี น่ายินดี
พระเจ้าสุตโสมทรงดำริว่า โปร- เพลิดเพลินยิ่งนัก พระนครเล่าก็มั่งคั่ง
สาททำตามคำแนะนำของพระองค์ ยอม พรั่งพร้อมด้วยม้า รถ คชสาร ไฉนจึง
ละการกินเนื้อมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขา คิดจะทิ้งเสีย พอใจอยู่คนเดียวแต่ในป่า”
66
อะไรที่จะดียิ่งไปกว่า
การคบกัลยาณมิตรเป็นไม่มี
และอะไรที่จะเลว งไปกว่า
การคบบาปมิตร ไม่มี
เช่นกัน
"
ต้องฝืนใจละ นับว่าได้ทำกิจที่ทำได้ยาก พระโพธิสัตว์ตรัสดังนี้ก็ด้วยหวัง
เราจะพยายามให้เขาได้ครองราชย์ตาม พระทัยว่า โจรโปรสาทจะหวนระลึกถึง
เดิม แต่ก่อนอื่นต้องให้เขามีความกระตือ ความสุขเก่า ๆ แล้วกลับไปสู่พระนคร
รือร้นในราชสมบัติเสียก่อน
ทรงดำริดังนี้แล้วจึงตรัสว่า
จึงตรัสประโลมด้วยโภชนะเป็นต้น
ฝ่ายอดีตพระเจ้าพรหมทัตทรง
“ท่านเคยบริโภคแต่อาหารอัน ดำริว่า “พระเจ้าสุดโสมทรงพระกรุณา
โอชารส ล้วนแต่เนื้อสัตว์ ๔ เท้า และนก ปรารถนาความเจริญแก่เรา ตั้งเราไว้ใน
อันพวกห้องเครื่องผู้ฉลาดปรุงด้วยฝีมือ กัลยาณธรรม บัดนี้ยังตรัสว่าจักสถาป
เลิศดุจท้าวโกสีย์จอมเทวดาเสวยสุทธา นาในอิสริยยศตามเดิมอีก และพระองค์
โภชน์ ไฉนจะละทิ้งอาหารเลิศรสเช่นนั้น ก็อาจสถาปนาได้ด้วย เราควรจะไป”
แล้วพอใจอยู่แต่คนเดียวในป่า
เมื่อดำริดังนี้และมีพระทัยชื่นบาน
“นางกษัตริย์ล้วนแต่เอวบางร่าง ประสงค์จะพรรณนามิตรธรรมอิงอาศัย
เล็ก สะโอดสะองประดับประดาด้วยผ้า คุณของพระโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า
และเครื่องอาภรณ์ที่ดีคอยแวดล้อมบำเรอ
“พระสหายสุดโสมเอย! อะไรที่
ท่านให้ชื่นบาน ดุจเทพอัปสรแวดล้อม จะดียิ่งไปกว่าการคบกัลยาณมิตรเป็นไม่มี
พระอินทร์ในแดนสรวง ไฉนจะละทิ้ง และอะไรที่จะเลวยิ่งไปกว่าการคบบาป
นางงามปานนั้น พอใจอยู่ในป่าแต่คน มิตรก็ไม่มีเช่นกัน
เดียว
พระจันทร์ในคืนแรมย่อมมืดลง
“พระแท่นที่บรรทมเล่า มีพนัก ทุกวัน ๆ ฉันใด การคบอสัตบุรุษก็ฉัน
ปูลาดด้วยผ้าโกเชาว์งดงามยิ่ง นั้น ย่อมเสื่อมลงตามกาลเวลาที่ล่วงไป
ประดับด้วยเครื่องอลังการตระการตายิ่ง ดูหม่อมฉันเถิด คบคนครัวผู้ลามก จึง
แดง
ท่านเคยบรรทมเป็นสุขในแท่นที่เช่นนั้น ต้องบาปอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ
ไฉนจึงละเสีย มายินดีพอใจในป่าแต่
เดียวดาย
พระจันทร์ในวันข้างขึ้น ย่อม
ค่อย ๆ เต็มดวงขึ้นทุกวัน ๆ ฉันใด การ
“เวลาพลบค่ำ มีการฟ้อนรำ คบสัตบุรุษก็ฉันนั้นย่อมเจริญขึ้นตามวัน
ส่งสำเนียงดนตรีไพเราะประสานเสียง เวลาที่ล่วงไป ดูหม่อมฉันเถิด ได้อาศัย
นักร้องและผู้ฟ้อนรำเล่าก็ล้วนแต่สตรี พระองค์ จึงได้ทำกุศลอันเป็นทางนำไป
กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ กัลยาณมิตร ๙๑