ข้อความต้นฉบับในหน้า
ลดหย่อนผ่อนปรนลงมาแล้ว ก็ยัง
แก้ไขอะไรไม่ได้ ว่า เป็นต้องตัดสิน
ไปตามกติกาบ้านเมือง โดยไม่มีใจ
ที่จะแถมโกรธ แถมเกลียด แถมแกล้ง
อะไรลงไปเลย ก็บอกว่าผู้พิพากษา
ไม่ผิด แต่ว่าโน่นแน่ะ คนที่แบกเวร
นี้เอาไว้คือคนที่ตรากฎนี้ คนนั้น
แหละที่จะแบกเอาไว้มาก เพราะ
ฉะนั้นการตรากฎหมายแต่ละข้อ ขอ
ให้คิดให้มาก ไม่งั้นคนที่ตรากฎนั่น
แหละที่ต้องแบกบาปรับบาปไว้
พิพากษาไม่ได้แบกอะไรหนักหนา
มาตร
ยกเว้นผู้พิพากษาที่แกล้งเขา หรือ เคราะห์ มีแต่สอนว่าให้ทำ ความดี
ไม่ได้แกล้ง ตัดสินไปตามเนื้อหานั้น แล้วผลแห่งความดีจะส่งให้เป็นสุข
แต่มีใจยินดี ให้มันตายไปเสียเถอะ ยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าเคยท่า ความชั่วมา
อนุโมทนาบาปก็ได้บาป
ก่อน ผลแห่งความชั่วจะทำ ให้เดือด
ร้อนไม่ช้าก็เร็ว แต่เดือดร้อนแน่นอน
เจ้ากรรม-มายเวร
สะเดาะอย่างไรก็ไม่หลุด และทั้ง
“ข้าง
พเสาขออุทิศส่วนกุศลที่ ผลแห่งความดี และผลแห่งความ
ตักบาตรวันนี้ให้เสกจรมนายเวร ชั่วนั้น ก็ไม่ใช่เพราะการกระทำ ใน
ขออย่ามาเบียดเบียนกันอีกเลย" ชาตินี้หรือชาติก่อนๆ เพียงชาติใด
ดิฉันมีเรื่องเดือดร้อนมา ชาติหนึ่ง เป็นผลจากการกระทำ ทุก
กระทบบ่อยๆ หมอดูบอก ภพทุกชาติที่เราเกิดเป็นมนุษย์ ที่
ว่าให้หมั่นตักบาตร อุทิศ หาจังหวะส่งผลกันไม่เป็นระบบ จน
ส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ใครก็คาดเดาไม่ได้ว่ากรรมนี้จะส่ง
การตักบาตรจะสะเดาะเคราะห์ได้หรือ
คะ
คำว่า สะเดาะเคราะห์ นี่ไม่มี
ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัม
พุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ใครไปสะเดาะ
ผลเมื่อใด เพียงแต่ว่าเมื่อเรารู้ว่า
กรรมต้องส่งผลแน่ ก็เร่งทำ ความดี
ทำ บุญตักบาตร รักษาศีล เจริญ
ภาวนาให้มากๆ เพื่อให้ผลของความ
ดีที่มากกว่าสะกัดกั้นผลของความ
ชั่วในอดีต ให้ชะงักรอเวลาอยู่ก่อน
อย่าเพิ่งส่งผล แต่อย่างไรก็ตาม
อย่าเผลอหยุดท่า ความดีก็แล้วกัน
เดี๋ยวจะเหมือนนิทานเรื่องเต่ากับ
กระต่ายวิ่งแข่งกัน เจ้ากระต่าย
เผลอหลับหน่อยเดียว เจ้าเต่าถึง
หลักชัยเลียแล้ว
การทำ บุญตักบาตรเพื่อสะ
เดาะเคราะห์นี่เห็นอ้างกันบ่อยๆ ว่า
ทํา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนาย
เวร แล้วก็พยายามอธิบายว่า เจ้า
กรรมนายเวร คือผู้ที่เราทำ ร้ายเขา
จนตาย หรือไม่ตายก็เดือดร้อน ซึ่ง
บัดนี้เขาได้ตายไปแล้ว คิดว่าเขา
ต้องจองเวรหาทางท่า ร้ายกลับคืน
จึงท่า บุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้
หวังว่าเขาได้บุญแล้วสบาย แล้วคง
เลิกจองเวรไม่ทำ ให้เราเดือดร้อน
คำ ว่า เจ้ากรรมนายเวร นี้ไม่
มีในพระพุทธศาสนา มีแต่กฎแห่ง
กัลยาณมิตร ๓๐
สิงหาคม ๒๕๓๙