ข้อความต้นฉบับในหน้า
เพราะดูกิริยาท่าทาง แววตา ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่
เพื่อพิสูจน์ให้มหาชนได้ประจักษ์ จึงมีอุบายโดยขีดเส้นลงที่
พื้นแล้ววางเด็กลง ให้หญิงผู้เป็นแม่จับเด็กทางส่วนเท้า
ให้นางยักษิณีจับที่มือเด็ก แล้วบอกให้คนทั้งสองฉุดคร่าเด็ก
โดยถ้าใครฉุดคร่าได้ก็จะได้เด็กไป ทั้งสองก็กระชากฉุดคร่า
เด็กเดิมกำลังจนเด็กเจ็บปวดร้องจ้า หญิงที่เป็นแม่สงสาร
ลูกจึงปล่อยมือจากเด็ก ออกมายืนร้องไห้คร่ำครวญด้วย
ความสงสารลูกของตน ในที่สุดมโหสถก็บอกให้หยุดแล้ว
ถามมหาชนว่า
“ใจของหญิงที่เป็นมารดากับหญิงที่ไม่ใช่มารดา ใคร
มีใจอ่อนกว่ากัน”
มหาชนตอบว่า “ใจของมารดาอ่อน”
มโหสถถามมหาชนอีกว่าแล้วกรณีที่เกิดขึ้นนี้ใครคือ
มารดาของเด็ก มหาชนตอบว่า “หญิงที่ปล่อยเด็กแล้วยืน
ร้องไห้คือมารดาที่แท้จริงของเด็กนั้น” มโหสถจึงประกาศว่า
"ถูกต้องแล้ว ส่วนหญิงที่ฉุดคร่าเด็กไปได้นั้น ที่แท้
คือนางยักษิณี”
ดังนั้น ธรรมชาติของผู้เป็นแม่จึงเป็นผู้มีจิตใจอ่อน
รักและห่วงใยลูก เป็นความรักอันบริสุทธิ์ ที่ให้ลูกได้ทุกสิ่ง
ทุกอย่างแม้ชีวิตของตน โดยไม่คิดหวังว่าลูกจะตอบแทน
พระคุณของตนหรือไม่อย่างไร
ความผิดต่อแม่คือความผิดอันปิดกั้นนิพพาน
กล่าวกันว่า จงอางที่หวงไข่เป็นจงอางที่ดุร้ายที่สุด
หรือไก่แม่ลูกอ่อน จะเป็นไก่ที่ไม่ควรเข้าใกล้ และมีตัว
อย่างๆ หนึ่งเกิดขึ้นที่วัดพระธรรมกายนี่เอง ที่วัดมีนกยูง
มาอาศัยอยู่หลายตัว นกยูงตัวหนึ่งมีลูกอ่อนที่กำลังเจริญ
เติบโต ปีกยังไม่แข็งพอที่จะบินหรือขึ้นไปนอนบนคาคบไม้
ที่สูงๆ ได้ บังเอิญมีสุนัขนอกวัดเข้ามาเพ่นพ่านเห็นลูกนก
ยูงเข้า ก็คงจะหมายตาที่จะเข้ามาตอนกลางคืนเพื่อจะมา
กินลูกนกยูง ธรรมดาแม่นกยูงจะบินไปเกาะคาคบไม้ให้
ปลอดภัยก็ย่อมได้ แต่ก็ต้องมานอนที่พื้นเพื่อปกป้องลูก
เชื่อว่าจะต้องมีการต่อสู้กันระหว่างสุนัขกับแม่นกยูง เพราะ
เหตุการณ์ตอนนี้อยู่ไกลตาจากคนในวัด ปรากฏว่าตอนเช้า
มีผู้ไปพบท่อนคอ หัว เศษขนและปีกของแม่นกยูง กระจัด
กระจายเกลื่อนเป็นที่น่าอเนจอนาจยิ่งนัก แต่ลูกนกยูงกลับ
สิงหาคม ๒๕๓๙
0
กัลยาณมิตร