ข้อความต้นฉบับในหน้า
วิสุทธิเทพ” ส่วนพระสัมพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ปรมวิสุทธิเทพ
ดังในอรรถกถา เหมวสูตร ว่า “จริงอยู่ในราตรีนั้น
ชมพูทวีปทั้งสิ้นประดับประดาแล้วด้วยแสงสว่างแห่งร่างกาย
ฯลฯ...และตกแต่งเป็นพิเศษด้วยแสงสว่างแห่งพระวรกาย
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็น ปรมวิสุทธิเทพ (เทพที่มีความ
บริสุทธิ์อย่างยิ่ง)"
ค่าเหล่านี้เป็นนามบัญญัติที่ใช้แทนหรือใช้เรียก
ท่านผู้บรรผลแห่งบารมี มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น
ผู้ทรงพุทธภาวะภายในคือธรรมกายอันเป็นตัวตนที่แท้จริง
เพราะบารมีกำจัดข้าศึกคือกิเลสทั้งหลายจากธรรมกาย
อันเป็นอัตตาเสียได้ เพราะเหตุนั้นพระอรรถกถาจารย์จึง
กล่าวไว้ดังข้างต้นว่า “บารมี ย่อมทำลายคือเบียดเบียนข้าศึก
อื่นจาก ธรรมกายอันเป็นอัตตา หรือทำลายคือเบียดเบียน
หมู่โจรคือกิเลส อันทำความพินาศแก่ธรรมกายอันเป็น
อัตตานั้น”
ฉะนั้น ท่านเหล่านั้น แม้กล่าวว่า เรา ของเรา อัน
แสดงถึงอัตตาภายในคือธรรมกายอันบริสุทธิ์ แต่ก็หากล่าว
ด้วยอำนาจความยึดถือเยี่ยงปุถุชนผู้ยังมีกิเลสไม่ ดังที่ท่าน
กล่าวไว้ในอรรถกถา พราหมณสูตร จตุกกนิบาต ขุททกนิกาย
อิติวุตตกะ ว่า
“บทว่า อห์(เรา) เป็นบทแสดงถึงอัตตา(ตัวตน)
อธิบายว่า อัตตา กล่าวคือสันดานอันเป็นของตนที่เที่ยงแท้
ไม่ใช่บุคคลอื่น เรียกว่า อห์(เรา), ก็พระศาสดาทรง
ปฏิญญาอยู่ว่า เรา(อัตตา)มี คือเมื่อทรงปฏิญญาความเป็น
พราหมณ์ ที่แท้จริงคือผู้ลอยบาปได้แล้ว) โดยปรมัตถ์ ที่
กำลังตรัสถึงว่า อห์(เราตถาคต) ว่ามีอยู่ในพระองค์ จึงได้
ตรัสว่า เราตถาคตมี และบทว่า เราตถาคตมี พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าก็มิได้ตรัสเหมือนอย่างที่ปุถุชนทั้งหลายผู้ยังละอนุสัย
คือ ทิฏฐิและมานะไม่ได้แล้ว พูดเบ่งด้วยอำนาจการยึดมั่น
ด้วยทิฏฐิมานะและความดูหมิ่นว่า เรามี เราเป็นพรหม
เป็นมหาพรหมและว่าเราประเสริฐกว่า”
อนึ่ง เหล่าสัตว์ผู้ทรงกายอันสังขตธรรม (คือบุญ
หรือบาป) ปรุงแต่งซึ่งมีลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ย่อมเวียนเกิดในภพคือที่อยู่อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็น
อนัตตาฉันใด
พระสัมพุทธเจ้าเป็นต้นผู้เป็นธรรมกาย เพราะ
บรรลุผลแห่งบารมีธรรมอันเป็นอสังขตธาตุซึ่งมีลักษณะเที่ยง
เป็นสุข และเป็นอัตตา อันตรงกันข้ามกับสังขตธรรม ย่อม
ไปสู่วิภพคืออายตนนิพพานดังที่ท่านกล่าวไว้ในสังยุตตกนิกาย
สฬายตนวรรคว่า “พระนิพพานเป็นคติ(ทางไป)ของพระ
อรหันต์ทั้งหลาย” เพราะอายตนะ นิพพาน) มีสภาพเที่ยง เป็น
สุขเป็นต้น ดังที่ท่านกล่าวไว้ในปกรณ์วิเสส ชื่อ วิสุทธิมรรค
ว่า “แม้อนุปัสสนามีอนิจจานุปัสนาเป็นต้นนี่ ก็เรียกได้ว่า เป็น
ปริจจาคปฏินิสสัคคะ และเป็นปักขันทนปฏินิสสัคคะ เพราะ
สละกิเลสทั้งหลายเสียพร้อมทั้งขันธ์และอภิสังขาร
คือกรรม)
ด้วยตทั้งคปหาน และเพราะด้วยการเห็นโทษในสังขตธรรม
จึงแล่นไปเสียในพระนิพพานอันตรงกันข้ามกับสังขตธรรมนั้น
ในฎีกาปรมัตถมัญชุสาขยายความว่า คำว่า ด้วยการ
เห็นโทษในสังขตธรรม ได้แก่ ด้วยการเห็นโทษ มีความเป็น
ของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นต้นในสังขตธรรมทั้งหลาย(คำว่า
เป็นต้นรวมเป็นอนัตตาด้วย)
คือ
คำว่า(พระนิพพาน) อันตรงกันข้ามกับสังขตธรรมนั้น
พระนิพพานมีสภาพเที่ยง เป็นสุขเป็นต้น
(นิจฺจสุขาที่สภาเว) "(คำว่าอาทิ (เป็นต้น) หมายความรวม
เอาเป็นอัตตาด้วยเพราะตรงข้ามกับอนัตตา)” เพราะฉะนั้น
จึงได้ความหมายว่า ด้วยการเห็นโทษมีความเป็นของไม่
เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นต้น ในสังขตธรรมทั้งหลาย
จึงแล่นไปเสียในพระนิพพานอันมีสภาพเที่ยง เป็นสุขและเป็น
อัตตาเป็นต้น ฉะนี้และ
กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๕๓ | ๙๓