ข้อความต้นฉบับในหน้า
อืดมั่นรูปย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เอด มม, เอโสหมสุมิ, เอโส
อตฺตา, นี้ของเรา เราเป็นนี้ นี้อัตตาของเรา เป็นต้น”
เมื่อกล่าวโดยพระสูตรก็ได้แก่ จิตหรืออัตตภาพ(กาย)
ในภพสามทั้งมวล ที่ปุถุชนยึดถือด้วยอำนาจตัณหาทิฏฐิและ
มานะแล้วแสดงออกถึงความเป็นอัตตาสมมุติที่เรียกว่า “เรา”
และสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา อตฺตนีย) ว่า “ของเรา” อันเกิดแต่
กุศลธรรมคือบุญและอกุศลธรรมคือบาปปรุงแต่ง ถ้าเป็น
ฝ่ายอกุศลธรรม ย่อมปรุงแต่งให้ได้อัตตภาพคือกายอันเลว
หยาบ เพื่อให้ได้เสวยผลของวิบากอันเผ็ดร้อน ได้แก่ กาย
ของสัตว์ผู้เกิดในทุคติภูมิ คือ สัตว์ดิรัจฉาน เปรต อสุรกาย
และสัตว์นรก ถ้าเป็นฝ่ายกุศลธรรมคือบุญ ย่อมปรุงแต่งให้
ได้อัตตภาพคือกายอันประณีต ละเอียด เพื่อให้ได้เสวยผล
ของวิบากอันเป็นสุข ได้แก่ กายของสัตว์ผู้เกิดในสุคติภูมิ ได้แก่
มนุษย์ เทพ พรหม อรูปพรหม
ก็แต่ว่ากายเหล่านี้อันประกอบด้วยขันธ์ ๕ แม้
ประณีตแสนประณีตแต่ก็ยังเป็นโลกิยกุศลธรรม ยังตกอยู่ใน
กฎไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่
ควรยึดมั่นว่า “เป็นตัวตนที่แท้จริง” ดังที่ตรัสไว้ใน
อนัตตลักขณสูตรว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน
(เป็นอนัตตา)เป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่น
ของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” ฉะนั้นสภาวะที่
ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ทั้งสิ้นที่ปุถุชนยึดถือว่า เป็นอัตตา แต่
เมื่อว่าโดยนามบัญญัติอันแสดงโทษของขันธ์พระผู้มีพระ
ภาคตรัสว่า เป็นอนัตตา(เป็นสิ่งมิใช่อัตตาแท้จริง)
ดังนั้น อัตตาโดยสมมุติจึงเป็นอนัตตาตาม
ความหมายของพระพุทธองค์ ซึ่งพระองค์ให้ละความยินดี
ด้วยอำนาจความพอใจในสิ่งที่เป็นอนัตตา
อันไม่มีสาระแก่นสารเสีย ดังที่ตรัสไว้ในตติย
ฉันทราคสูตร เป็นต้นว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละความ
กำหนัดพอใจในสิ่งนั้นเสีย” แล้วให้แล่นไปใน
สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นอนัตตา
พระนิพพานอันเป็นที่ดับสิ่งที่เป็นอนัตตา มี
ขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทธรรม เป็นต้น
ดังที่ท่านกล่าวไว้ในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทา
มรรคว่า
๙๒ | กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๔๗
คือ
“ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะความหมาย ปัญญา
เทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูป เวทนา ฯลฯ
จักษุ ฯลฯ อวิชชา ฯลฯ ชรามรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต
และปัจจุบัน ไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นอนัตตา เพราะหมายความว่า
ไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในพระนิพพานเป็นที่ดับ(สิ่งที่เป็น
อนัตตาคือ รูป ฯลฯ ชรามรณะได้ไว”
และทรงให้ยินดีในพระนิพพานอันเป็นสาระเพราะ
ปราศจากสิ่งที่เป็นอนัตตาอันไม่มีสาระเสีย ดังที่ตรัสไว้ใน
นิพพานธาตุสูตร(ขุ.อิติ. ๒๕/๒๒๒/๒๓๒) ว่า
“ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้
มีจิตหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ
ชนเหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพาน เป็นที่สิ้นกิเลส
เพราะบรรลุธรรมอันเป็นสาระ....
วิสุทธิอัตตา
จากคำถามที่ว่า สิ่งที่เป็นอัตตาที่แท้จริงมีหรือไม่?
ในอรรถกถา ปฐมนิพพานสูตร ว่า “เพราะ
สังขตธรรมมีอยู่ แม้อสังขตธาตุก็มี เพราะมีความเป็นคู่ปรับ
ต่อสภาวธรรม ฯลฯ เมื่อทุกข์มี ชื่อว่าสุขก็มีฉันใด เมื่อภพ
(สภาวะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)มี วิภพ สภาวะที่
ปราศจากภพก็จำต้องปรารถนาฉันนั้น” ดังนี้เป็นต้น ดังนั้น
เมื่อสิ่งที่มิใช่อัตตาที่แท้จริง (อนัตตา) มี สภาวะที่
ตรงกันข้ามกับอนัตตา ก็ย่อมต้องมีเหมือนกัน สภาวะนั้น
ควรมีนามบัญญัติว่าอะไรบ้าง ? ขอเฉลยว่า สภาวะนั้นมี
นามบัญญัติหลายอย่างที่แสดงถึงพุทธภาวะภายในคือ
ธรรมกายอันเป็นอัตตา เพราะมีสภาพเที่ยงเป็นต้น ดังใน
อรรถกถา อุทเทสวิภัง ว่า “ผิว่า สังขารไรๆ
เป็นของเที่ยง หรือยั่งยืนไซร้ ก็จักเป็นของ
ควรยึดถือว่า เป็นตน หรือเนื่องด้วยตนได้” ซึ่ง
ได้แก่ ความเป็นพระสัมพุทธเจ้า พระ
ปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายผู้มี
ความบริสุทธิ์หมดจดจากสังขตธรรมทั้งปวง
จากความยึดถือด้วยอำนาจตัณหาเป็นต้น
ทั้งปวง ที่ท่านเรียกว่า วิสุทธิเทพบ้าง ปรม
วิสุทธิเทพบ้าง ดังในอรรถกถา มูลปริยายสูตร
กล่าวว่า “พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่า