ข้อความต้นฉบับในหน้า
เมื่อภัยมาถึงตรงหน้า เจ้าสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ก็
ทำเป็นใจดีสู้เสือ กล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “ท่านน่ะหรือจะ
กล้ากินข้า! ท่านไม่รู้หรือว่า ข้าเป็นทูตจากสวรรค์ที่ถูกส่ง
ลงมาปกครองดูแลสัตว์ทั้งหลาย ถ้าหากท่านกินข้า เท่ากับ
ฝ่าฝืนกฏสวรรค์ เป็นความผิดอย่างใหญ่หลวง จะต้องถูก
ลงโทษอย่างมหันต์"
เสือโคร่งได้ฟังเช่นนั้นก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง สุนัข
จิ้งจอกรีบพูดต่อไปว่า “ถ้าท่านไม่เชื่อ ข้าจะพาท่านเดินไป
หาสัตว์ทั้งหลาย แล้วท่านดูเอาเองว่าสัตว์ทั้งหลายจะต้อง
กลัวเกรงและยอมแพ้ข้าอย่างไรบ้าง”
เสือโคร่งอยากพิสูจน์ความ
จริง จึงเดินตามหลังสุนัขจิ้งจอกที่
นำหน้าด้วยท่าทางสง่าผ่าเผยพลาง
กระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจว่า “เจ้า
เสือโคร่งหน้าโง่เอ๊ย! นี่ยังไม่รู้อีก
หรือว่าเป็นอุบายอันชาญฉลาดของ
เรา ฮิ ฮี"
เมื่อสัตว์ทั้งหลายเห็น
เสือโคร่ง ต่างก็ส่งเสียงร้องไปทั่วป่า
อย่างโกลาหล และวิ่งหนีเอาตัวรอด
อย่างไม่คิดชีวิต
เสือโคร่งเห็นเช่นนั้น ก็เข้าใจ
ว่าสัตว์ทั้งหลายกลัวสุนัขจิ้งจอกจริงๆ
ไม่รู้ว่าสัตว์เหล่านั้นหวาดกลัวตน ทำให้
เสือโคร่งมีความเกรงกลัวและยอมรับในตัวสุนัขจิ้งจอกขึ้นมา
สุนัขจิ้งจอกพูดขึ้นว่า “ไง ยังจะกล้ากินข้าอีกไหม ?”
เสือโคร่งกล่าว “ไม่กล้าแล้วครับ ท่านทูตจากสวรรค์”
ดังนั้น เสือโคร่งจึงต้องย้ายไปยังถิ่นอื่นเพื่อหาเหยื่อต่อไป
พอเจียงเล่าจบก็ย้อนกลับมาทูลว่า “พระองค์ได้
ให้อำนาจทางการทหารทั้งกองทัพ และผืนแผ่นดินทางตอน
เหนือของรัฐแก่ขุนพลเจาซีซีปกครองควบคุมดูแลแต่เพียง
ผู้เดียว ดังนั้น ประชาชนพลเมืองทางตอนเหนือจึงดูเหมือน
มีความเกรงกลัวขุนพลเจาซีซี แต่ความจริงหาได้เป็นเช่น
นั้นไม่ เพราะที่ราษฎรกลัวเกรงเป็นกำลังทหารที่เข้มแข็ง
ของพระองค์ที่อยู่ในกำมือของขุนพลเจาซีซีต่างหาก"
สำนวน “จิ้งจอกอิงบารมีเสือ” จึงหมายถึง คนที่
อาศัยอิทธิพลอ้างบารมีของผู้มีอำนาจไปกดขี่ข่มเหงผู้อื่น
หรืออาศัยอำนาจบารมีในตำแหน่งหน้าที่ทำชั่วรังแกผู้อื่น
นนเอง
ซึ่งในบันทึก “จ้านกว๋อเช่อ” เปรียบลักษณะเช่นนี้
เหมือน “สัตว์ทั้งหลายย่อมกลัวเสือนั่นเอง”
แต่ความจริงนั้น ถ้าเราดูให้ดีแล้ว สุนัขจิ้งจอกไม่
ได้น่ากลัวเลย เพียงแต่ใช้อุบายหลอกเสือเท่านั้นเอง โดย
อาศัยพละกำลังอำนาจ ความองอาจ และความดุดันของ
เสือโคร่งเป็นเครื่องมือแต่ถ้าแยกสุนัขจิ้งจอกออกจากเสือโคร่ง
สภาพที่แท้จริงย่อมปรากฏขึ้น
ในสังคมปัจจุบันของเรา
สามารถเห็นพฤติกรรมเช่นนี้ได้อยู่
ร่ำไป ทั้งนี้ผู้ที่อ้างบารมีของผู้มี
อำนาจนั้น เพียงอาศัยกลอุบาย
สร้างภาพพจน์ให้มีอำนาจขึ้นมา
เพื่อตบตาคนอื่น และจะได้อาศัย
โอกาสนั้น สร้างความสำคัญของตัว
เองให้ปรากฏขึ้นในสังคม ให้คนอื่น
หวั่นเกรงว่าเป็นผู้ที่อยู่เหนือกฎหมาย
สามารถอาศัยอำนาจหน้าที่ของผู้
อื่นกดขี่ข่มเหงผู้ที่ด้อยกำลังกว่านั่นเอง
ทุกวันนี้ สังคมของเราได้ปะปน
ด้วยคนเหล่านี้พอสมควร การจะทำอะไรต่อไป
ก็ตามในวันข้างหน้าเราจึงต้องวิเคราะห์ประเมิน
สถานการณ์ให้ดี แยกแยะให้ออกว่าอะไรเหตุการณ์จริง
เหตุการณ์ปลอม ใครจริงใจ ใครหลอกลวง อย่าดูเพียงผิวเผิน
โดยที่ยังไม่ได้สัมผัสธาตุแท้ของสิ่งนั้นๆ ก่อนจะลงมือตัดสินใจ
เพื่อจะได้ไม่พลาดท่าเสียที และต้องใส่ใจปลูกฝังลักษณะ
นิสัยนี้ให้กับลูกหลานของเรา เพื่อให้พวกเขาไม่ตกเป็นทาส
ของกระแสสังคมที่ถูกสร้างขึ้นมากัดกร่อนวัฒนธรรมที่ดี
ของเราจนเปราะบางและกลายมาเป็นผู้ทำลายวัฒนธรรมที่
ดีเสียเอง
กัลยานมิตร มิถุนายน ๒๕๕๓ ๑๐๐