ข้อความต้นฉบับในหน้า
ธิราช” ทรงมีพระเดชานุภาพมาก ทรงปกครองไพร่ฟ้า
ประชาชนด้วยทศพิธราชธรรม องค์พระโพธิสัตว์ในภพชาตินี้
ทรงมีพระทัยรักใคร่ในหัตถีพาหนะคือช้างเป็นอันมาก หาก
แม้ทราบว่าที่ใดมีช้างลักษณะดีแล้ว ก็จะทรงมีพระอุตสาหะ
ไปประทับแรมอยู่ ณ ที่นั้น จนกว่าจะจับมงคลคชสารได้
จึงจะกลับสู่พระนคร แล้วทรงมอบให้นายหัตถาจารย์ผู้
ชำนาญเวทเป็นผู้ฝึกสอนช้างต่อไป
สมัยนั้น มีนายพรานผู้หนึ่งได้พบมงคลคชสาร
ท่องเที่ยวอยู่ใกล้สระโบกขรณี จึงได้นำเรื่องไปกราบทูลเจ้า
เหนือหัวเพื่อหวังได้ทรัพย์สินเงินทองเป็นการตอบแทน
ครั้นพระราชาทรงทราบข่าวก็มีรับสั่งให้เตรียมพหลพาหนะ
ออกเดินทางไปสู่ที่แห่งนั้น เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็น
มงคลคชสาร ก็ทรงโสมนัสดำรัสสั่งให้ทหารจับช้างนั้นไว้ให้
จงได้ แล้วทรงนำกลับพระนครให้นายหัตถาจารย์เป็นผู้
ฝึกสอนช้าง และมีพระราชโองการว่า
“ดูกรพ่อหัตถาจารย์! ในระหว่าง ๗ - ๘ วันนี้
ท่านจงเร่งฝึกสอนมงคลคชสารที่เราจับมาจากป่านี้ให้มี
มารยาทอันดี เราจะเล่นนักขัตฤกษ์มหรสพด้วยมงคลหัตถี
อันประเสริฐตัวนี้
เมื่อนายหัตถาจารย์รับพระราชโองการแล้ว ก็รีบ
ฝึกช้าง เมื่อครบ ๓ วันแล้ว ก็รีบนำมาถวายได้ตามกำหนด
ครั้นพอถึงวันนักขัตฤกษ์พระราชาก็สั่งให้ประดับมงคล-
คชสารนั้น ด้วยมงคลหัสดาภรณ์พิเศษ แล้วเสด็จทรงมงคล
คชสารนั้นออกว่าราชการและเสด็จทำประทักษิณพระนคร
คือเลียบเมืองเป็นที่สำราญพระราชหฤทัย และในคืนนั้นเอง
ฝูงช้างป่าก็ได้เข้ามาในพระราชอุทยานหักรานพรรณ
พฤกษาชาติน้อยใหญ่ให้แหลกยับ มิหนำซ้ำยังถ่ายมูตรกรีส
ลงไว้ในที่นั้นเกลื่อนกลาดแล้วพากันหลีกไป พอรุ่งสางนาย
อุทยานเห็นเช่นนั้น ก็เข้าเฝ้าถวายกราบบังคมทูลเรื่องที่เกิด
ขึ้น เมื่อพระสัตตตาปราชาทรงสดับเช่นนั้น ก็ตรัสสั่งให้
เสด็จออกทอดพระเนตรอุทยาน ในขณะนั้นพญามงคล
คชสารบังเอิญได้สูดดมกลิ่นแห่งนางพังช้างตัวเมียทั้งหลาย
เกี่ยวเหนี่ยวไว้ด้วยพละกำลัง ก็มิสามารถทำให้พญามงคล
คชสารนั้นหมดความบ้าคลั่งและรู้สึกตัวกลัวเจ็บได้ ครั้น
แล่นมาถึงป่าแล้วพระองค์ก็ได้รับความลำบากบอบช้ำกาย
หนักหนา จึงมีสติโน้มเอากิ่งมะเดื่อเป็นหลักเกาะยึดเพื่อ
ทรงกาย แล้วปล่อยให้พญาคชสารนั้นวิ่งแล่นเตลิดไป ข้าง
ฝ่ายไพร่พลทหารทั้งหลายก็ไล่ติดตามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ของตน จึงเร่งรีบตามรอยช้างมาจนถึงป่าใหญ่ แล้วร้อง
เรียกหาพระราชาเจ้า ครั้นเมื่อพบแล้วก็เชิญเสด็จรับ
พระองค์ลงมาจากคบพฤกษา และประโคมดุริยดนตรีเชิญ
พระองค์กลับสู่พระนคร เมื่อถึงพระนครแล้วก็ทรงดำรัสสั่ง
ให้นำนายหัตถาจารย์เข้ามาเฝ้า แล้วตรัสถามว่า
“ดูกร นายหัตถาจารย์ผู้เจริญ! ตัวท่านนี้มีความผิด
ด้วยประสงค์จะใคร่ฆ่าเราเสียมิใช่หรือ?” นายหัตถาจารย์จึง
กราบทูลว่า
“ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่! เหตุไฉนพระองค์จึง
ดำรัสกับข้าพเจ้าเช่นนี้เล่า? เหตุที่ทำให้พญาหัตถีมีอัน
วิปริตเป็นเช่นนั้น เป็นเพราะอำนาจความเร่าร้อนแห่งราคะ
กิเลส แม้ได้สมความต้องการของตนแล้ว ก็คงจะกลับมา
ดอกพระเจ้าข้า” เมื่อสดับดังนั้นแล้วก็ให้ควบคุมตัวนาย
หัตถาจารย์ไว้ก่อนเพื่อรอคอยให้พญามงคลคชสารนั้นกลับมา
ส่วนพญาช้างเมื่อได้สำเร็จมโนรถกับนางพังช้างแล้วก็รีบ
กลับเข้าไปในเมืองที่ตนอยู่ พอถึงรุ่งเช้านายหัตถาจารย์ตื่น
ขึ้นมาเห็นมงคลคชสารยืนอยู่ในโรงแล้ว ก็รีบเข้าไปกราบ
ทูลพระราชา พระองค์จึงรีบเสด็จมาโดยด่วนที่โรงช้าง
และมีพระดำรัสว่า
“เออ.... ก็มงคลราชหัตถี ท่านสามารถฝึกสอนให้รู้
ดีถึงเพียงนี้แล้ว เหตุไฉนวันนั้น เรากดเหนี่ยวไว้โดยแรง
ด้วยพระแสงขออันคมยิ่ง ยังไม่สามารถที่จะห้ามได้ มันเป็น
เพราะเหตุใดหนอ?”
ท่านอาจารย์ช้าง ขมังเวทได้ทีจึงรีบทูลตอบว่า
“ขึ้นชื่อว่าราคะดำกฤษณานี้ ย่อมมีคมเฉียบแหลมยิ่ง เกิน
กว่าคมแห่งพระแสงขอเป็นร้อยเท่าพันทวี อนึ่ง ถ้าจะว่า
ซึ่งยังมีกลิ่นติดอยู่ในที่นั่นก็เกิดความมัวเมาขึ้นมาภายใน ข้างร้อนเล่า ขึ้นชื่อว่าร้อนแห่งเพลิงคือราคะดำกฤษณานี้
ด้วยอำนาจราคะดำกฤษณาให้เกิดความเสียวกระสัน จึง
ย่อมร้อนรุ่มอยู่ในทรวงของสัตว์บุคคลอย่างเหลือร้อน ยิ่ง
สลัดกายให้นายควาญท้ายตกลง แล้วคลุ้มคลั่งแทงทำลาย
กำแพงอุทยานทลายลง แม้พระราชาจะทรงพระแสงขอคอ
กว่าความร้อนแห่งเพลิงตามปกติเป็นไหนๆ อนึ่ง ถ้าจะว่า
ไปข้างเป็นพิษเล่า ขึ้นชื่อว่าพิษคือราคะดำกฤษณานี้ ย่อมมี
กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๔๓ | ๖๕