เมืองบักตะปูร์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2543 ฉบับที่ 12 หน้า 21
หน้าที่ 21 / 108

สรุปเนื้อหา

ขอบฟ้ามา จนเหลือเพียงเหรียญเดียว ขณะที่รถบัสของเรา หุบเขานี้ และได้กลายเป็นอนุสรณ์สถานแทนอัจฉริยภาพ เคลื่อนตัวถ้าใครยื่นหน้าออกไปต่อว่า ๒ ภาพ ๑ เหรียญ ทางศิลปะของช่างฝีมือผู้สร้างงานนี้ ทวารนี้ก่อด้วยอิฐทา อาจจะซื้อได้ก็ได้ใครจะรู้ เมืองบักตะปูร์ (Bhaktapur) เป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศเนปาล สร้างในศตวรรษที่ 9 อยู่ห่างจากเมือง กาฐมาณฑุไปทางตะวันออกราว ๑๖ กิโลเมตร ในอดีตบักตะปูร์เป็นเมืองที่มี ความเจริญรุ่งเรืองมากเพราะมีเส้นทาง ค้าขายสู่ทิเบต ในเรื่องความเก่าแก่แล้ว บักตะปูร์ก็มีอายุมากกว่าเมืองกาฐ มาณฑุและเมืองลาลิปูร์ ถือกันว่าเป็น เมืองโบราณที่ยังมีลมหายใจ ถ้าเปรียบ กับชีวิตมนุษย์คงจัดอยู่ในรุ่นคุณปู่คุณย่า แล้ว และเป็นการใช้ชีวิตในบั้นปลาย อย่างสงบ บักตะปูร์เป็นเมืองที่พึ่งพาตัว เองได้ ด้ว

หัวข้อประเด็น

- เมืองบักตะปูร์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ขอบฟ้ามา จนเหลือเพียงเหรียญเดียว ขณะที่รถบัสของเรา หุบเขานี้ และได้กลายเป็นอนุสรณ์สถานแทนอัจฉริยภาพ เคลื่อนตัวถ้าใครยื่นหน้าออกไปต่อว่า ๒ ภาพ ๑ เหรียญ ทางศิลปะของช่างฝีมือผู้สร้างงานนี้ ทวารนี้ก่อด้วยอิฐทา อาจจะซื้อได้ก็ได้ใครจะรู้ เมืองบักตะปูร์ (Bhaktapur) เป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศเนปาล สร้างในศตวรรษที่ 9 อยู่ห่างจากเมือง กาฐมาณฑุไปทางตะวันออกราว ๑๖ กิโลเมตร ในอดีตบักตะปูร์เป็นเมืองที่มี ความเจริญรุ่งเรืองมากเพราะมีเส้นทาง ค้าขายสู่ทิเบต ในเรื่องความเก่าแก่แล้ว บักตะปูร์ก็มีอายุมากกว่าเมืองกาฐ มาณฑุและเมืองลาลิปูร์ ถือกันว่าเป็น เมืองโบราณที่ยังมีลมหายใจ ถ้าเปรียบ กับชีวิตมนุษย์คงจัดอยู่ในรุ่นคุณปู่คุณย่า แล้ว และเป็นการใช้ชีวิตในบั้นปลาย อย่างสงบ บักตะปูร์เป็นเมืองที่พึ่งพาตัว เองได้ ด้วยการเกษตรที่สามารถผลิต สีแดงคล้ำ มีหลังคาครอบ ส่วนบนหน้าตาคล้ายเก๋งจีน ทำด้วยทองล้วน ๆ บน สันหลังคามีเจดีย์องค์เล็กๆ เรียงอยู่ ๓ องค์ ครอบด้วย ซุ้มแกะสลักงดงามมาก บนสุดยังครอบด้วยฉัตร ๕ ชั้น ด้านข้างเจดีย์เล็ก ประดับด้วยรูปสัตว์ในป่า หิมพานต์ คือช้างและสิงห์ ช่องประตูสำหรับให้คน ลอดเข้าไปเป็นช่อง สี่เหลี่ยมครอบด้วยซุ้มโค้ง ส่วนที่เรียกว่าทับหลังนั้น สลักเป็นรูปพระนารายณ์ อาหารเลี้ยงผู้คนในเมืองได้อย่างเพียงพอ ภาพดวงตาเห็นธรรมปรากฏอยู่บนเจดีย์เกือบทุกแห่งใน ยอดซุ้มสลักเป็นรูปเจ้าแม่ ไกด์ของเราทั้งสามคน คือ เนปาล จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไปแล้ว กาลีนั่งอยู่บนครุฑที่กําลัง คุณพาณิชย์ คุณวิลัย และ น้องนุช สุดท้อง คุณตุ๊ก พาคณะของเราเดิน ไปตามถนนเมืองบักตะปูร์ ครู่เดียวก็ กงล้อนี้เรียกว่ากาลจักร ลักษณะล้อวงกลมเป็น มาถึงจัตุรัสพระราชวังแห่งหนึ่งเรียกว่า ดูระบาร์ ภายในจัตุรัสนี้ มีวัด มีวัง มี 66 " สิ่งก่อสร้างกระจายอยู่โดยรอบไม่ ทำให้รู้สึกโล่งกว้าง สบายตา สบายใจ หนาแน่นเหมือนในเมืองลาลิปูร์ ตัวแทนของสองอย่าง เดิมหมายธรรมจักร คือ วงล้อธรรม ทิเบตเอาไปทำเรียกว่ากาลจักร คือ วงล้อแห่งกาลเวลา เขาเล่ากันว่าเมื่อ ๖๖ ปีก่อน ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ เกิดแผ่น ไหวรุนแรงทำลายสิ่งก่อสร้างที่สวยงามไปมาก น่าเสียดาย จริงๆ เราเดินเที่ยวชม รูปปั้นละลานตาไปหมด จำไม่ ได้ว่าใครเป็นใครบ้าง ถ้าไม่ใช่กษัตริย์ ก็คงต้องเป็นเทพองค์ ใดองค์หนึ่งที่ชาวฮินดูนับถืออย่างแน่นอน เดินต่อมาถึงซุ้ม ประตูทอง เอ! เรียกอย่างนี้ดูจะไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีนัก เรียก ว่า “ทวารทอง” (Golden Gate) น่าจะดีกว่า เพราะทวาร ทองนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ กางปีกผงาดงามอยู่ ด้านขวาของทวารทอง คือ พระราชวัง ๕๕ พระ แกล จุดเด่นของพระราชวังนี้คือมีหน้าต่างเรียงรายอยู่ถึง ๕๕ บาน แต่ละบานทำด้วยไม้สีเข้มจนเกือบดำ แกะสลัก ลวดลายละเอียด งดงาม ทางเข้าขนาบข้างด้วยหนุมานและ นรสิงห์ ซึ่งเป็นเทพกิ่งสิงห์กึ่งมนุษย์ พระราชวังแห่งนี้สร้าง ในศตวรรษที่ 18 โดยกษัตริย์มัลละ กลับออกมาจากวัง เดินต่อมาเรื่อยๆ จนมาถึงวัด แห่งหนึ่ง ที่ทราบว่าเป็นวัดเพราะไกด์บอก ส่วนตัวแล้วแยก กัลยาณมิตร ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ - ๑๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More